Job Interview – Role Play

DebateTough_crop380w_crop380w

บางครั้งที่ผู้สัมภาษณ์อาจให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เจอสถานการณ์จริงๆ โดยจำลองสถานการณ์มาให้ตอบ

ผู้สัมภาษณ์มักจะดูไหวพริบว่าสามารถโต้ตอบได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่

ผู้ถูกสัมภาษณ์ควรเล่นไปตามสิ่งที่ตัวเองคิดเวลานั้นด้วยความรวดเร็ว

ถ้านิ่งเงียบไป ผู้สัมภาษณ์อาจมองว่าผู้สมัครขาดไหวพริบหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ในเวลานั้น

ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดด้วยตัวคุณเอง

ชีวิตคนกรุงมักเจอแต่ความเร่งรีบ วุ่นวายตลอดทั้งวัน ตลอดทั้งปี ไม่หยุดหย่อน เราใช้ชีวิตกันแบบรีบๆเร่งๆ เพื่อแข่งกับเวลา

แม้กระทั่งกับการดูแลตัวเอง บ่อยครั้งที่เราพบเจอกับความเครียดที่สะสมมาในแต่ละวัน และหาทางออกไม่ได้

ความเครียดเหล่านี้เองที่สะสม และบั่นทอนสุขภาพของเราเองไปเรื่อยๆ

วันนี้มีเคล็ดลับผ่อนคลายความเครียดด้วยตัวเองแบบง่ายๆมาฝากกัน

ก่อนอื่นคงจะต้องเสียสละเวลาอันมีค่าของทุกคนเพื่อเป้าหมายในการดูแลตัวเองอย่างแท้จริงซักชั่วโมง

ถ้าใครอยากรู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบายก็ให้ทำ ดีท็อกซ์ล้างพิษสวนลำไส้เอาของเน่าเสียหมักหมมออกจากตัวเรา ดีท็อกซ์ลําไส้3

จากนั้นก็หาเพลงเย็นๆ เพราะๆ หรือเพลงที่เราชอบ เปิดไว้ในห้องน้ำ

ไม่ใช่เพลงโหวกเหวกโวยวายเสียงดังนะ เดี๋ยวจะยิ่งเครียดกันไปใหญ่

บางคนในแต่ละวัน อาบน้ำกันอย่างเร่งรีบ

ไม่มีเวลาเพราะเดี๋ยว ต้องไปดูละคร เดี่ยวต้องไปดูซีรีย์ หรือกิจกรรมอะไรที่คั่งค้าง

อยากจะทำเยอะแยะมากมายเต็มไปหมด ลองใช้เวลานานขึ้นอยู่ในห้องน้ำอาจจะทำให้เราอยู่กับตัวเอง และใจเย็นขึ้น

เริ่มจากการเปิดน้ำอุ่นๆพอเหมาะ บางทีการนั่งอาบน้ำก็ช่วยเปลี่ยนอิริยาบถให้เรารู้สึกสบายและผ่อนคลายมากขึ้น

ฉีดน้ำให้ผมเปียก และใช้แชมพูสระผมที่เราเจอมลพิษจนกลายเป็นกลิ่นควัน กลิ่นอาหาร หรือกลิ่นไม่พึงประสงค์สารพัด

essential oil and camomile flowers

ค่อยๆนวดศีรษะทีละส่วน นวดเลยมาถึงต้นคอ ให้รู้สึกว่าผมสะอาดแล้ว แล้วล้างออก

จากนั้นตามด้วยครีมนวดผมที่ปลายเส้นผม ช่วยให้ผมนุ่มมากขึ้น

ระหว่างรอหมักผมด้วยครีมนวด เราก็หันมาอาบน้ำ ฟอกสบู่ถูตัว พร้อมทั้งขัดขี้ไคลที่สะสมมานาน แล้วล้างน้ำออก

stamped_soap_bars

จากนั้นก็นำสครับ กลิ่นที่เราชื่นชอบมาขัดผิว โดยส่วนตัวชอบกลิ่นน้ำผึ้งหวานๆ หรือกลิ่นผลไม้ ก็ช่วยให้สดชื่นขึ้น

12348

สครับขัดผิว อย่าขัดบ่อยจนเกินไป เพราะผิวบางอยู่แล้ว สัปดาห์ละครั้งก็พอ

พร้อมทั้งนวดตัวเองทั้งตัวไปด้วยตั้งแต่หัวจรดเท้า กลิ่นหอมๆของสครับ

จะช่วยทำให้เราผ่อนคลายขึ้น จากนั้นก็สระผมและอาบน้ำด้วยน้ำอุ่นๆจนสะอาด ตามด้วยการล้างหน้า

และอย่าลืมแปรงฟันด้วยล่ะ เช็ดตัวให้แห้ง ใส่เสื้อผ้าแล้ว นำน้ำแข็งในตู้เย็นก้อนเล็กๆมาถูหน้าดู

ก่อนถูอย่าลืมผ่านน้ำทีนึงก่อน เพื่อไม่ให้ก้อนน้ำแข็งบาดกับหน้ามากจนเกินไป

จากนั้นก็เป่าผมให้แห้ง เตรียมตัวเข้านอน อย่าลืมสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ และไม่ต้องคิดถึงเรื่องใดๆก่อนนอน

เรื่องง่ายๆเพียงเท่านี้ ก็ทำให้ผ่อนคลายอารมณ์ตึงเครียดในชีวิตไปได้เยอะแล้ว แค่ขอเวลาสักหน่อยเท่านั้นเอง

ครบรอบ 1 ปี กับ การทำงานที่ Digital Agency

วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี พอดี สำหรับการเปลี่ยนงาน

วันเวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน พอมานั่งนึกดูก็ตกใจ ว่านี่มันปีนึงแล้วเหรอ
จากปีที่แล้วที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะอะไรหลายๆ อย่าง และด้วยความคิดที่ว่าอยากจะพัฒนาตัวเอง

ไม่อยากจะรู้สึกโง่ไปกว่านี้ และอยากออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง
ช่วงปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างมาก
เพราะมันจะเป็นโชคชะตาในการพลิกชีวิตเลยทีเดียว
เราจะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างงานที่จะได้เงินเยอะ กับงานที่สามารถทำให้เราพัฒนาไปมากกว่านั้น

เรายังคงคิดเสมอว่า ความสุขของการทำงานไม่ใช่เงิน
จริงแหละที่เงินเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกที่ทำงานสักที่
แต่สิ่งที่ต้องคิดไปมากกว่านั้นคือ การที่ทำยังไงให้เราสามารถพัฒนาตัวเองไปได้
เพื่อที่ในอนาคต เราจะได้ไม่เบื่อ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือทำงานไปแบบไร้ความรู้สึก

วันที่มาสัมภาษณ์งานที่นี่เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากพอสมควร
เวลานั้นเองก็เป็นช่วงเวลาที่เฟลที่สุดในชีวิตประกอบกันด้วย
จำได้เลยว่าวันที่มาสัมภาษณ์เป็นวันที่ตอบคำถามได้แย่มาก ถ้าเทียบกับที่เคยสัมภาษณ์งานผ่านๆ มา

ช่วงแห่งการรอคำตอบ เป็นเวลาเนิ่นนาน นานจนคิดว่าคงไม่ได้รับโอกาสนี้แล้ว และแล้วโอกาสนั้นก็มาถึง

ช่วงนั้นมีหลายคนที่ช่วยหางานให้ ไปสัมภาษณ์มาหลายที่ และอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะไปอีกที่ดีไหม เพราะปัจจัยเรื่องเงินดูล่อตาล่อใจเหลือเกิน

แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ด้วยหลายๆ เหตุผล ด้วยเป้าหมายที่มองในอนาคต ด้วยสภาพแวดล้อม ความสนุก ความท้าทายที่คาดว่าจะได้รับ

ด้วยความที่อยากอยู่ในองค์กรที่มีสีสัน ทุกคนดูวัยรุ่น ทุกคนมีพลัง มีไฟในการทำงาน ทุกคนดูกระตือรือร้น

อาจจะติดภาพมาจากละครเรื่องหนึ่งที่เคยดูสมัยเด็กๆ “รักเล่ห์เพทุบาย” ที่นางเอกเป็นครีเอทีฟ อยู่ในองค์กรที่ดูคึกคัก ก็เลยอยากเข้ามาทำบ้าง

ต้องขอบคุณหัวหน้าเราอย่างมาก ที่ให้โอกาส ณ ตอนนั้น 1 ปี ก่อน
และเคยให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะพยายามทำให้ได้ดี แม้ลึกๆจะมีความกลัวว่าจะทำไม่ได้อยู่ก็ตาม

ผ่านมา 1 ปีแล้ว ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
อันดับแรกคงจะเป็นเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ และการจัดการสิ่งต่างๆให้เรียบร้อย
หัวหน้าเราชอบบอกว่า พี่ใจร้ายถีบน้องลงน้ำ ให้ว่ายตะเกียกตะกายบ่อยๆ
แต่เราคิดว่านั่นเป็นการดี ที่เราจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นแกร่งขึ้น
เราคิดว่าเค้าไม่ได้ถีบเราลงน้ำแล้วเดินหันหลังกลับไป แต่เค้ากำลังมองเราว่ายน้ำอยู่
ถ้าเห็นว่าจมน้ำกำลังจะขาดอากาศหายใจ เค้าจะโยนชูชีพทิ้งลงมาให้เราหายใจต่อได้ และว่ายเข้าฝั่งด้วยตัวเอง
เพื่อให้เราเกิดการเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง และสามารถลอยคอได้โดยไม่จมน้ำในที่สุด

อันดับที่สองคือความเข้มแข้งทางจิตใจ บางครั้งการที่ต้องรับรู้เรื่องราวของทุกคน และทุกเรื่องในบริษัท
ที่ประดังประเดเข้ามาทุกวันไม่ใช่เรื่องง่าย บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่พอรู้เราก็จะเครียดตามไปด้วย

หรือแม้แต่การหาคน ที่ทำไมเราถึงหาไม่ได้สักที หาตามความต้องการไม่ได้สักที
แรกๆ เราจะเก็บมันมาคิดทุกเรื่อง เกิดความรู้สึกกดดันตัวเอง
ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จนรับไม่ไหว รู้สึกว่าเราจะอดทนกับเรื่องเหล่านี้ได้มากแค่ไหน
หรือจริงๆ แล้ว เราไม่เหมาะ หรือคุณสมบัติไม่เพียงพอกับตำแหน่งนี้ มันเกิดคำถามวนเวียนในหัวมากมาย

เป็นการประเมินตัวเอง เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะเป็นภาระกับคนอื่น
แต่พอเวลาผ่านไปจนครบปี เราก็เรียนรู้ว่า เดี๋ยวมันก็มีทางแก้ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ค่อยๆ ทำไปเดี๋ยวมันก็เสร็จ

ถามตัวเองบ่อยครั้งว่าไหวมั้ย จะสู้หรือจะถอย คำตอบคือ ทุกครั้งที่หลับไปตอนกลางคืน ตื่นมาเราจะคิดว่าเราจะต้องสู้ต่อไปให้ได้

ถ้าเรื่องแค่นี้ยังผ่านไปไม่ได้ แล้วจะเติบโตต่อไปในอนาคตได้ยังไง
เราวางกลยุทธ์มากขึ้น เราเข้าใจมากขึ้นในเรื่องการหาคน ไม่สะเปะสะปะเหมือนตอนแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน

เข้าใจมากขึ้นว่าคนแบบไหนอยู่กับทีมไหนได้ และสามารถบอกได้เลยว่า ใช่หรือไม่ใช่
แม้ว่าในบางครั้ง ใจอาจจะบอกว่าไม่ใช่ แต่บางช่วงเวลามันก็จำเป็นต้องใช่ ณ เวลานั้นก็ตาม

และอีกเรื่องคือการยอมรับคำพูดที่มากระทบใจ ถึงแม้คำพูดเหล่านั้นมันแทบจะฉีกอกเราก็ตาม ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ทำให้รู้สึกถึงความเข้มแข็ง อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

อันดับสาม คือเรื่องของการพัฒนาความรู้ของตัวเอง มาช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากงานสรรหาว่าจ้างพนักงานแล้ว
เรามาดูในส่วนของการฝึกอบรมพนักงานมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีมากที่บริษัทส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในจุดนี้
เพราะการออกไปอบรมข้างนอกคอร์สนึงแพงมาก ส่วนใหญ่ 1 ปี พนักงานจะได้ออกไปอบรมกันคนละ 1 คอร์ส
นอกนั้นก็ต้องเรียนรู้กันเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขี้เกียจ โดยส่วนตัว ชอบการเรียนในแบบที่เรียนในห้องอยู่แล้ว
เราเป็นคนจัดการอบรมให้ เราเองก็จะมีส่วนร่วมในการเข้าเรียนด้วยเช่นกัน เลยทำให้รู้สึกสนุกสนานมาก ณ ปัจจุบัน อาทิตย์นึงมีทั้งการเรียนรู้เรื่องดิจิตอล มีเรียนภาษาอังกฤษ และฝึกการพรีเซนต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางคนอาจจะคิดว่าเสียเวลาการทำงาน
ก็จริงอยู่ที่บางครั้งทำงานไม่ทัน แต่มันก็ทำให้เราต้องจัดสรรเวลาทำงานใหม่ ต้องวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ ว่าจะทำยังไงให้ทุกสิ่งทุกอย่างทันภายในเวลาจำกัด

อันดับสี่คือเรื่องของการคิดสร้างสรรค์ เราสามารถเสนอไอเดียได้ในสิ่งที่อยากทำ และค่อนข้างได้อิสระในการทำสิ่งต่างๆเกือบจะเต็มที่ ซึ่งเราถือว่าโอเค กว่าการที่วันๆ ไม่ได้พูดอะไรเลย หรือโดนจำกัดความคิด

อันดับห้า คือสมาธิ โดยปกติแล้ว ตอนช่วงปลายของการเรียนปริญญาโท เป็นช่วงเวลาที่สมาธิสั้นมาก อาจจะเป็นเพราะคุยอยู่แต่กับตัวเอง คุยกับเครื่องคอม เลยทำให้สมองช้าลงอย่างมาก และไม่สามารถทำงานในที่ๆ คนคุยกันอยู่ตลอดเวลาได้ สมาธิหลุดกระจุยกระจาย แต่ตอนนี้ถึงเสียงดังแค่ไหน เราก็จะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี

สำหรับสิ่งที่ประทับใจใน 1 ปีที่ผ่านมา อันดับแรกเลยคือ ทีม
เราเคยผ่านประสบการณ์การทำงานเป็นทีมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่มาก่อน
เลยรู้สึกว่าทีมที่เรามีอยู่ตอนนี้โอเค การมีหัวหน้างานที่ดี การมีเพื่อนร่วมงานน่ารัก เป็นอะไรที่วิเศษสุดแล้วในการทำงาน
หลายคนมาชวนให้ไปทำงานใหม่ แต่เราก็ปฏิเสธไปทุกราย ณ ตอนนี้ เพราะเรายังรู้สึกมีความสุขกับการมีทีมที่ดีและงานตรงนี้อยู่

อันดับที่สอง คือเรื่องความอิสระ จากการที่เคยอยู่ในกรอบ ในกฎในเกณฑ์มากๆ ซึ่งเราเองอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ยึดติดกับกฏเกณฑ์อะไรมากเลยไม่ต้องปรับตัวมากในการเข้ามาทำงานในจุดนี้ ที่ชอบมากคือเรื่องการแต่งตัว ฟรีสไตล์มาก เวลาเราเห็นคนอื่นแต่งตัวสวยๆ เราก็ชอบมองเค้าแหละ มันทำให้ชีวิตมีสีสัน หรืออย่างเรื่องเวลาเข้างาน ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นมากแล้วถ้าเทียบกับบริษัทอื่นๆ แต่เวลาที่ยืดหยุ่นนั้น ไม่ได้ทำให้เรายืดหยุ่นกับเวลาของตัวเองเลย บางทีบริษัทยืดหยุ่นให้ได้ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เรามาสายไป 15 นาที เราเองก็จะรู้สึกว่าสายแล้ว หรือเรื่องการลาหยุด บางทีที่ป่วย แต่เราก็ยังมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงาน ไม่อยากหยุด หรือแม้กระทั่งวันลาพักร้อน ที่เราต้องคิดดีๆ ว่าลาเพื่อความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น นั่นแปลว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าการมาทำงานนั้นเป็นทุกข์ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าฉันอยากลาเหลือเกิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องน้อยนิด นั่นคงแปลว่าใจเราไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ เรายังมีความรู้สึกอยากมาทำงานอยู่ทุกวัน และอยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ

มีคนเคยถามว่าทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้าง ก็อยากจะบอกนะ ว่าเราแฮปปี้ดี รู้สึกมีความสุขดี รู้สึกอยากตื่นเพื่อไปทำงานในทุกๆวัน การทำงานทุกที่ต้องเจอปัญหา ไม่ปัญหาเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาเรื่องงาน ปัญหาคน ปัญหาการเงิน ปัญหาดราม่า ปัญหาสารพัดให้เราแก้ อยู่ที่ว่าจะมีคนพร้อมแก้ไปกับเรารึเปล่า ถ้าเราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว ถ้าเราไม่ได้รู้สึกบีบคั้นทางจิตใจ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ชอบสิ่งที่เราทำ  ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนไปอยู่ในที่ๆเราการันตีไม่ได้ว่าเราจะมีความสุขเหมือนปัจจุบันรึเปล่า เคยมีคนถามว่ามองเป้าหมายไว้ยังไง มองอนาคตไว้ยังไง ก็ยังคงคำตอบเดิมว่าไม่ได้ต้องการตำแหน่งใหญ่โด ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย แต่มีชีวิตที่สมดุลและมีความสุขในทุกๆ วัน อยากใช้จิตวิญญาณในการทำงาน มีเวลาทำในสิ่งที่รัก มีเวลาพักผ่อน มีเวลาให้ครอบครัว นั่นแหละชีวิตที่อยากเป็น

โดยสรุปการทำงานใน 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน และคงจะต้องพัฒนาต่อไปในขวบปีที่ 2

และไม่ใช่เราคนเดียวที่จะทำให้งานสำเร็จได้ มันอยู่ที่ทุกคนในองค์กรร่วมมือร่วมแรงกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

16:8:2013

สาธิตกัวซาหน้า

1367486646785

 

เปิดเผยหน้าบ้าง วันนี้มาสาธิตวิธีกัวซาหน้าค่ะ เพื่อเป็นการยกกระชับหน้าไม่ให้หย่อนคล้อยด้วย
เริ่มจากการทาน้ำมันบนผิวหน้า จะใช้น้ำมันมะรุม หรือน้ำมันมะพร้าวก็ได้ ทาให้ทั่วผิวหน้า
เราสามารถขูดกัวซาได้ทั้งตอนเช้าก่อนแต่งหน้า หรือตอนกลางคืนก่อนนอน
แล้วเรามาเริ่มขูดกัวซาหน้ากันค่ะ ทุกการขูด ให้ขูดขึ้นไปข้างบนนะคะ

ลัลล้ากับสมาชิกแก๊งใหญ่ที่ภูสิงค์แคมป์รีสอร์ท แสมสาร

เพิ่งกลับมาจากการไปแคมป์กับชาวสยามคอรัส หลังจากที่หาที่พักที่จุคนได้เกือบ 30 คนในราคาไม่แพงมาก

เราได้ที่พักที่ ภูสิงห์แคมป์รีสอร์ท แสมสาร สัตหีบ

ที่พักด้านนอกเป็นบ้านสีๆ หลากหลายสีสัน ส้ม เขียว เหลือง ม่วง ฟ้า แดง

IMG_4194IMG_4196

IMG_4198

 

IMG_4201IMG_4200

ในห้องนอน สามารถนอนได้มากกว่า 30 คน ในราคา 7,200 บาท ต่อหลัง ห้องน้ำรวม มีห้องน้ำประมาณ 30 ห้องได้ แยกระหว่างห้องส้วมกับห้องอาบน้ำ

IMG_4128

 

บรรยากาศด้านหน้าเป็นลานกิจกรรม กลางทราย มีชิงช้า สามารถเดินไปหาทะเลได้

IMG_4297

IMG_4215IMG_4146IMG_4145

เค้ามีเตาถ่านให้ปิ้งอาหารทะเลได้ ถ่านไม่พอคิดค่าถ่านถุงละ 30 บาท อาหารเราต้องซื้อมาเอง แต่แถวๆนั้นถ้าขับรถออกมาหน่อยก็มีคนขายของสดอยู่

IMG_4147ใกล้ๆนั้นมีพิพิธภัณฑ์ทางทะเล สามารถเดินไปถึง ไปเดินดูวิวได้ ลมโกรก โบกสะบัด

IMG_4293IMG_4294IMG_4295

 

ใครสนใจไปดูได้จาก FB ที่พักได้เลย http://www.facebook.com/profile.php?id=100004614044489

ขากลับไปถ่ายรูปทะเลเล่นได้อีก เลยเอามาฝากกัน
IMG_4363 IMG_4362 IMG_4361 IMG_4360 IMG_4359 IMG_4296

 

 

 

 

ประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้)

เก๋ากี้

เมื่อเดือนที่แล้ว คุณน้าแนะนำให้กินโกจิเบอร์รี่ บอกว่ามีคนบอกต่อมาอีกทีว่า กินแล้วช่วยให้มีความจำดี ไม่แก่เร็ว และลดคลอเรสเตอรอลได้ด้วย..

ตอนแรกก็งงว่า “โกจิเบอร์รี่” คืออะไร ?…อ้อ ที่แท้ก็คือ “เก๋ากี้” นี่เอง

คุณน้าบอกว่า กินได้ทุกวัน วันละ 1 กำมือ หรือประมาณ 10 กว่าเม็ด ..ไม่ใช่ว่าอยากได้ประโยชน์เลยกินทีละมากๆ เยอะไปก็ไม่ดี

น้าบอกว่า เก๋ากี้ มีสองชนิด มีเม็ดใหญ่รสหวาน กับเม็ดเล็กรสเปรี้ยว ให้เลือกซื้อชนิดหวาน

เมื่อไปค้นหาข้อมูลดู พบว่า “เก๋ากี้” ไม่เพียงแค่ให้ประโยชน์ในเรื่องความจำดีและชะลอความแก่เท่านั้น ยังมีประโยชน์อีกมากมาย..

เก๋ากี้ ช่วยควบคุมน้ำตาลในเม็ดเลือดแดงด้วย ตอนนี้คุณป้าเป็นเบาหวานและความดัน เลยลองกินดูว่าจะลดได้จริงรึเปล่า..แต่คงต้องใช้เวลานานพอควร

หมอปิง (แพทย์จีน) บอกว่า “เก๋ากี้” มีวิตามิน A มาก ช่วยบำรุงประสาทสายตาได้ดีที่สุด และยังมีวิตามินอื่นๆ อีกมากมาย

ตามร้านอาหารจีน มักจะมีเมนู ต้มกระดูกหมู และใส่เก๋ากี้ลงไปเคี่ยวด้วย

ในเก๋ากี้มีวิตามินC ละลายน้ำและเจอความร้อนไม่ได้ ถ้าเอาไปต้มเคี่ยว จะไม่ได้ประโยชน์ ผิดหลักการ วิตามินจะหายหมด ต้มนานจะมีรสเปรี้ยว

วิธีปรุง – เอาเก๋ากี้ลัางน้ำพักไว้ ต้มน้ำแกงให้เสร็จเรียบร้อยก่อน ยกขึ้น แล้วจึงนำเก๋ากี้เทลงไป คนนิดหน่อย รับประทานได้เลย

หรืออีกวิธี เอาเก๋ากี้ ไว้ในชาม แล้วตักน้ำแกงราดลงไปในชาม รับประทานได้เลย จะไม่เสียคุณค่าอาหารมากนัก

ถ้าให้ดี ล้างเก๋ากี้ผ่านน้ำแล้วนำมาเคี้ยวสด จะได้คุณค่าอาหารมากกว่า

สรรพคุณและประโยชน์ของโกจิเบอร์รี่ (เก๋ากี้) >>  http://bit.ly/10B7g1Y