งาน Sale จำเป็นไหมที่ต้องมีรถ

ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่เป็นระดับ Sales Manager เรื่องการหาพนักงานเซลสมัยนี้ ที่ยากเย็นเหลือเกิน (จริงๆก็หลายตำแหน่งแหละที่หายากเย็นเหลือเกิน คนทำงานรีครูท จะรู้ดี)

อัตราการลาออกก็สูง อยู่กันได้เดือนกว่าๆสองเดือนก็ลาออก เพราะต้องรับกับเงินเดือนที่น้อย และความคาดหวังที่สูง

เพื่อนบ่นให้ฟังทุกวัน ว่ายังหาคนไม่ได้ ไม่มีใครมาสมัครเลย แถมลาออกกันบ่อยอีก HR ก็หาคนช้า ต้องมาหาคนเองบ้างล่ะ จะสมัครเว็บหาคน ลงขันกันจ่ายเงินให้เว็บเหล่านี้ เพื่อที่จะได้คนบ้างล่ะ ทั้งที่ HR เค้าก็ใช้เว็บเหล่านี้ในการหาคนอยู่แล้ว แต่หาไม่ได้ตรงใจสักที

เลยถามไปเรื่อยๆว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหาคนไม่ได้สักที ทั้งที่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และตำแหน่งก็ไม่ใช่ Specialist  ที่หายากอะไร น่าจะมีคนสนใจสมัครงานเยอะ

ผลปรากฎว่าปัญหาเกิดจากการที่หาพนักงานที่ต้องมาทำยอดได้เยอะๆ แต่ให้เงินเดือนน้อยๆ และผู้สมัครต้องมีรถ

เหตุผลคือเพราะบริษัทไม่มีกำไร จึงต้องจ้างพนักงานถูกๆ แล้วเงินเดือนระดับถูกๆไม่สามารถที่จ้างพนักงานที่จบระดับปริญญาได้ เลยต้องลดคุณสมบัติ Candidate ลง ให้เหลือจบประมาณ ม.6, ปวส,  ปวช

แล้วคิดดู ว่าคนเงินเดือนน้อยๆ ถ้าไม่ได้ร่ำรวยมาจากทางบ้าน หรือไม่ได้มีรถของพ่อแม่ หรือมีรถมาก่อน จะมีรถไหม

ซึ่งพอตำแหน่งเป็นเซล ด้วยความที่นโยบายบริษัท ความคิดแบบคนรุ่นเก่า ที่เป็นเซลจะต้องเป็นคนมีรถเท่านั้น ถึงจะสมัครงานได้ ยิ่งทำให้ลดจำนวนผู้สมัครงานลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งโดยเฉพาะเด็กจบใหม่ๆ หรือทำงานมาไม่กี่ปี ไม่มีตังเก็บ ถึงถ้าใจจะรักอยากเป็นเซลมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเงินซื้อรถ หรือไม่ได้มีรถอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถสมัครงานได้ หรือบริษัท ไม่พิจารณาในการรับเข้าทำงาน

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่มีปัญหาหนักสุด คือเซลในกรุงเทพ ที่หาพนักงานไม่ได้เลย และ HR ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎในข้อนี้

ซึ่งเราเองพอจะเข้าใจ หากเป็นเซลที่ต้องวิ่งงานต่างจังหวัด พื้นที่ในต่างจังหวัด กับพื้นที่ในกรุงเทพก็ไม่เหมือนกัน พื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะต้องใช้รถเพื่อความสะดวกสบายในเรื่องการเดินทางจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ซึ่งไกล และไม่ได้มีระบบขนส่งสะดวกสบายเหมือนในกรุงเทพ

แต่ระบบขนส่งในกรุงเทพ ที่คิดว่าค่อนข้างสะดวก หากเป็นงานเซลที่ไม่ต้องใช้การสาธิต หรือขนอุปกรณ์ไปขาย โดยส่วนตัวคิดว่าการไม่มีรถไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ตัวเองเคยทำงานเซลในกรุงเทพโดยต้องเดินทางไปหาลูกค้าบ่อยๆ และไม่ได้มีรถ แต่ใช้การเดินทางด้วยรถสาธารณะไปหาลูกค้าแทน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานแต่อย่างใด บางครั้งยังรู้สึกประหยัดเวลา และเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากกว่าการมีรถ แล้วติดอยู่บนท้องถนนด้วยซ้ำ (ที่ว่าไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะยังทำยอดขายได้มากกว่าเสียอีก)

ตอนทำงานสายเซลที่ต้องออกข้างนอกบ่อยๆ ก็เคยคิดว่ารถเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาชีพนี้ จะต้องมี แต่ด้วยความที่เงินเดือนสมัยนั้นก็ไม่ได้เยอะ แค่มีกินมีใช้ ถ้าจะต้องผ่อนรถหรือมีรถใช้อีกก็คงจะไม่พอ

เลยมองกลับไปที่กรณีเพื่อนหาพนักงานที่หาไม่ได้สักที ว่าถ้า HR หรือบริษัท ยังไม่ปรับคุณสมบัติในจุดนี้ ปัญหาการหาพนักงานไม่ได้ก็ยังคงเกิดขึ้น ที่สำคัญเลยของการหาพนักงานไม่ได้ทั้งที่จำเป็นต้องใช้แล้ว นั่นก็คือการส่งกระทบต่อธุรกิจ

คิดว่าในแต่ละตำแหน่ง หรือตำแหน่งอื่นๆก็ด้วย HR หรือผู้บริหารในบริษัทเอง จะต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์ในการหาพนักงานอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่ทำมาเป็น 10 ปี ยังไง ก็ต้องทำตาม 10 ปีอยู่อย่างนั้น แล้วพนักงานไม่กล้าออกความเห็นเพราะคำของ HR  หรือผู้บริหารคือสิทธิ์ขาด

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเรื่องของกฏระเบียบในการหาพนักงาน สามารถยืดหยุ่นกันได้ หรือสามารถลองได้ว่าใช้แผนนี้ แล้วจะเวิร์คไหม

ในเรื่องของงานเซลที่จะต้องมีรถหรือไม่มีรถนั้น ต้องพิจารณาว่า มีแล้ว ทำให้คุณภาพและปริมาณงานดีขึ้นไหม มีแล้วช่วยผ่อนเรื่องเวลา หรือความสะดวกให้กับพนักงานมากขึ้นไหม และที่สำคัญเลย ถ้ามี หรือไม่มี แล้วจะหาพนักงานได้ไหม หามาแล้ว อยู่ได้นานไหมด้วย

ที่แนะนำอย่างนี้ เพราะ ประชากรพนักงานที่จะสมัครงานที่น้อยอยู่แล้ว จะยิ่งน้อยลงไปอีก ถ้าบริษัทกำหนดกฎเกณฑ์การสมัครมากมาย โดยไม่ได้ดูสภาพการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในตลาด

ฝากไว้ถึง  HR และผู้บริหารนะคะ ในเรื่อง Qualification  ของพนักงานที่จะต้องไปในทิศทางเดียวกันกับสังคมที่เป็นอยู่ เปิดใจฟังทีมงานของท่านว่าหาคนแบบไหนถึงจะเวิร์ค อย่ายึดติดจนกลายเป็นว่าเค้ากลัวที่จะบอกว่าจะหาคนยังไงให้ได้คนมากขึ้น เหมาะสมมากขึ้น เราเชื่อว่าสมัยนี้มันต้องลอง ถ้าวิธีเดิมๆไม่ได้ผล

บางทีอาจจะพบเซลเก่งๆ ที่ทำงานแอคทีฟ ด้วยใจรัก แต่ไม่มีรถก็ได้….

เบี้ยผู้สูงอายุ

บล็อคนี้ เขียนขึ้นมา สืบเนื่องมาจากว่า คุณแม่ผู้โดนคุณตาแจ้งเกิดให้ช้าไป 1 ปี

ณ ขณะที่เขียนบล็อคนี้จะเป็นปี พ.ศ. 2561

เลยเพิ่งครบรอบวันเกิด 59 ปี เมื่อหลายวันที่ผ่านมา ทั้งที่ฉลองแซยิด ครบรอบ 60 ไปตั้งแต่พฤศจิกายนปีที่แล้ว

คราวนี้เราก็ได้ยินมาว่าพอเป็นผู้สูงอายุแล้ว จะได้สวัสดิการผู้สูงอายุ แต่ก็เป็นจำนวนเงินที่ไม่ได้มากอะไร แต่ก็ควรที่จะรักษาสิทธิ์ ทางเราเลยเสิร์ช Google ดูว่าจะต้องเตรียมตัวอะไรยังไงบ้าง ได้ความว่า

  1. จะต้องเป็นคนที่มีอายุ 59 ปี ขึ้นไป และวันเกิดไม่เกิน 31 ตุลาคม ในปีนั้นๆ
  2. จะต้องไม่ได้รับเงินบำนาญ หรืออะไรก็ตามที่ได้จากรัฐ
  3. ไปที่สำนักงานเขต ที่ตัวเองมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้าน

หลักฐานที่ต้องเตรียมไปวันยื่นเอกสาร

  1. บัตรประชาชน + สำเนาบัตรประชาชน
  2. สำเนาทะเบียนบ้าน (ในเว็บเขียนว่าตัวจริงด้วย แต่เราไม่ได้เอาไปเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้ว่าอะไร)
  3. สำเนาหน้าบัญชีธนาคาร (Book Bank) สมัยนี้ได้ทุกธนาคารแล้ว

พอไปถึงเขตให้ไปที่ หน่วยบริการ ผู้สูงอายุและพิการ ฝ่ายพัฒนาชุมชนและสวัสดิการสังคมP1260777

แจ้งเจ้าหน้าที่ว่าจะมายื่นขอเบี้ยประกันผู้สูงอายุ

ลูกหลานสามารถไปแทนได้ แต่ต้องมีหนังสือมอบอำนาจ และบัตรประชาชนพร้อมสำเนา ของลูกหลานด้วย

เจ้าหน้าที่จะกรอกข้อมูลให้ แล้วให้คุณแม่เราเซนต์ และขอรายละเอียดบุคคลที่ติดต่อได้

วันที่ไปไม่ค่อยมีคน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที เสร็จ

เจ้าหน้าที่แจ้งว่าให้มาใหม่ เดือน มกราคม 2562 เพื่อฟังผลว่าได้หรือไม่ ซึ่งปกติถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็จะได้

สิ่งที่ต้องเตรียมมาในเดือนมกราคม

  1. บัตรประชาชน + สำเนาบัตรประชาชน
  2. สมุดบัญชีธนาคาร (ธนาคารเดิมที่เคยให้ไว้) + สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคาร (Bookbank)

จะได้รับเงินในเดือนตุลาคม ของปีถัดไป

เงินที่ได้จะเป็นแบบขั้นบันได

60 – 69 ปี ได้รับ 600 บาท

70-79 ปี ได้รับ 700 บาท

80 – 89  ปี ได้รับ 800 บาท

90 ปี ขึ้นไป ได้รับ 1,000 บาท

ใครที่มีพ่อแม่อายุ 59 ปี ขึ้นไป ลองพาคุณพ่อคุณแม่ไปดูนะคะ

คุณพ่อคุณแม่ จะได้รับเงินมากินขนมเล่นยามเกษียณ

ดูคลิปเพิ่มเติมได้ที่นี่ค่ะ

ทำอย่างไร ให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถรักษาคนที่มี Talent ไว้ให้ทำงานด้วยได้

จากตอนนี้เพื่อนหลายๆคนก็ออกมาเปิดธุรกิจเป็นของตัวเอง หรือหลายคนที่ได้เข้าไป Join ในบริษัทเล็กๆ

พนักงานไม่ได้เยอะเหมือนองค์กรใหญ่ๆ เพื่อนบางคนก็กำลังหาลูกน้องอยู่บ้างล่ะ และประสบปัญหาที่ว่าจะหาคนยังไง จะมีใครมาทำงานด้วยไหม แล้วอยากได้คนที่สามารถเข้ามาทำงานด้วยได้เลย ไม่ต้องสอนอะไรมาก หรือสอนได้ แต่ก็อยากได้คนที่สามารถช่วยเราได้ ไม่ใช่การจ้างเข้ามาแล้วเพิ่มภาระให้เรามากขึ้น

จากการที่เราก็เคยอยู่บริษัทใหญ่ๆมา และตอนนี้ก็มีธุรกิจเป็นนของตัวเอง การที่อยู่บริษัทใหญ่ แน่นอนว่าตัวเลือกในการหาพนักงาน ย่อมมีเยอะกว่าอยู่แล้ว ใครๆก็อยากเข้าบริษัทใหญ่ๆ แต่ก็คิดว่ามีคนอีกจำนวนหนึ่งที่อยากท้าทายตัวเอง หรือเบื่อกับการทำงานบริษัทที่ใหญ่ๆมากๆเพราะข้อจำกัดต่างๆมีเยอะ

เลยจะมาลองเขียนสิ่งที่อาจจะสามารถทำให้ Talent เพื่อดึงดูดความสนใจให้มาทำงานกับธุรกิจขนาดเล็กดูบ้าง

  1. ตารางเวลาทำงานที่ยืดหยุ่น

แน่นอนว่าหลายบริษัทใหญ่ๆ มักจะมีเวลาที่กำหนดไว้ชัดเจน ถึงจะมีความยืดหยุ่นเรื่องเวลาทำงาน แต่โดยส่วนมากแล้วก็ยังจะมีเวลาจำกัดไม่เกินกี่โมง หรือถ้ามาเวลาเท่านี้ จะต้องทำไปครบจำนวนชั่วโมงการทำงานอยู่ พอมาเป็นธุรกิจขนาดเล็ก บางทีอาจจะไม่ต้องมีเวลาการทำงานที่เป๊ะๆก็ได้ ให้พนักงานมีความรับผิดชอบต่อการทำงานของตัวเอง จะทำกี่โมงขอให้งานเสร็จเป็นพอ สามารถให้ทำงานได้โดยไม่เข้าออฟฟิซ เผลอๆ การทำงานจะมีประสิทธิภาพ มากกว่าด้วยซ้ำ ทำให้พนักงานปรับสมดุลชีวิตการทำงานกับชีวิตส่วนตัวได้ สมัยนี้งานบางงานมีแค่โน๊ตบุค กับสัญญาณเนต ก็สามารถทำงานได้แล้ว ซึงพนักงานหลายคนโหยหาที่จะมีชีวิตและ Lifestyle แบบนี้ ทำให้บริษัทคุณสามารถดึงดูดให้เขามาทำงานด้วยได้

2. ให้โอกาสความก้าวหน้าในบริษัท

หลายทีที่คุยกับเพื่อน แล้วเพื่อนบอกว่ารู้สึกว่าอยู่บริษัทใหญ่ๆไปแล้วจะไม่โต หัวหน้าไม่ผลักดันซักที หรือมีคนที่เก่งๆกว่าไปอีก ด้วยความที่คู่แข่งในบริษัทใหญ่ๆอาจจะมีจำนวนมากกว่า (อันนี้อาจจะอยู่ที่คุณเลือก อย่างที่เค้าพูดกันว่า อยากเป็นพนักงานที่เป็นหางมังกร หรือหัวสุนัข) การสัญญาในเรื่องของความก้าวหน้าในอาชีพเป็นสิ่งล่อใจที่น่าสนใจอย่างมากสำหรับการจ้างงานในปัจจุบัน สถานะตำแหน่งที่สูงขึ้น ความท้าทายใหม่ ๆ และค่าจ้างที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก หากบริษัทคุณจะให้โอกาสพวกเขาเติบโตขึ้นไปพร้อมกับธุรกิจของคุณ ย่อมเป็นสิ่งที่พนักงานเก่งๆอยากที่จะทำงานด้วย แต่ก็นั่นแหละ บางทีพอเป็นธุรกิจขนาดเล็ก จำนวนทุนที่จะจ้างพนักงานในราคาที่สูงขึ้นไปเรื่อยๆก็อาจจะทำให้ธุรกิจไปไม่รอดเพราะ Cost มากเกินไป นั่นหมายความว่าพนักงานที่มี Talent นั้น ต้องทำงานให้ได้คุ้มค่ากับที่บริษัทจ่ายไป นั่นก็เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการอีกนั่นแหละ ที่จะต้องคอยตรวจสอบ และเสนอแนะพนักงานของตัวเองอยู่เป็นประจำให้พวกเขามีอิสระในการสร้างเส้นทางของตัวเองเพื่อสนับสนุนธุรกิจของคุณ เมื่อพนักงานรู้สึกถึงความก้าวหน้าที่บริษัทจะให้แล้ว เขาก็น่าจะยังอยากที่จะอยู่ในธุรกิจของคุณต่อนั่นแหละ

3. สร้างวัฒนธรรมองค์กรให้ดี

ไม่ว่าจะที่ไหนๆ บริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ก็ต่างมีการพูดถึงเรื่องวัฒนธรรมองค์กร บางคนเก่งแต่ไม่สามารถเข้ากับวัฒนธรรมองค์กรได้ ก็ต้องถอยออกมา เราต่างใช้เวลาอยู่กับการทำงานไปแล้วแทบจะครึ่งของชีวิต  ดังนั้นหากธุรกิจของคุณมีวัฒนธรรมการทำงานที่เป็นพิษ ทุกอย่างยิ่งแย่ไปหมด โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็ก มีคนอยู่จำนวนน้อยๆ งานอาจจะไม่เดินเลยก็ได้ แต่ถ้าคุณสร้างวัฒนธรรมการทำงานในเชิงบวกขึ้นมา มันก็จะมีผลกระทบอย่างมากต่อพนักงานของคุณ มีคนเคยบอกว่า วัฒนธรรมองค์กรอาจเป็นสิ่งที่เหมือนจับต้องไม่ได้ แต่จริงๆแล้วถ้ามองลึกๆลงไป มันมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมกับธุรกิจของคุณ การสร้างวัฒนธรรมเชิงบวก อาจจะเริ่มต้นจากคนระดับสูง เช่น ผู้จัดการสามารถส่งเสริมสภาพแวดล้อมโดยการชื่นชมการทำงานของลูกน้อง การทำงานที่ดีสามารถได้รับการตอบแทนด้วยคำพูดง่ายๆชื่นชมต่อหน้าพนักงานคนอื่น หรือให้รางวัลพิเศษ เมื่อพนักงานผู้นั้นทำได้ดี และอีกเรื่องคือการส่งเสริมให้พนักงานผู้นั้นรู้สึกถึงคุณค่าของตัวเองที่เชื่อมต่อกับธุรกิจของคุณ ยิ่งพนักงานรู้สึกเชื่อมโยงกับธุรกิจของคุณมากเท่าไหร่ การทำงานก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นเท่านั้น รวมถึงการที่พวกเขาจะอยู่ในธุรกิจของคุณต่อไปด้วย

4. ปฏิบัติต่อพนักงานของคุณอย่างคนในครอบครัว

ยิ่งธุรกิจขนาดเล็ก ยิ่งต้องดูแลเอาใจใส่พนักงานจนเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน เพราะเขาเหล่านั้นก็เหมือนเป็นแขนขาของคุณนั่นแหละ ถ้าขาดพวกเขาไป หาคนใหม่มาทำ ก็เหมือนเป็นแขนขาใหม่ ต้องใช้เวลาฝึกฝนกันใหม่จนกว่าจะเข้าที่ เพราะฉะนั้นหากเจอ Talent แล้ว ก็ควรรักษาเขาไว้ดีๆ ดูแลพวกเขาให้เหมือนดูแลคนในครอบครัวตัวเอง ไม่เป็นบอสซี่ที่คอยแต่สั่งๆๆๆ ฉันเป็นเจ้านาย พวกคุณเป็นลูกน้อง คุณควรที่จะรับฟัง และให้เกียรติพวกเขา พวกเขาจึงจะรู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าในธุรกิจของคุณ

จริงๆก็อาจจะมีสิ่งที่ดึงดูด Talent ไว้อีกมาก แต่วันนี้นึกออกเท่านี้ ไว้ถ้านึกออกแล้วจะลองมาเขียนใหม่ค่ะ

หวังว่าธุรกิจขนาดเล็กอาจจะพอได้ไอเดียจากบล็อคนี้ไปได้บ้างนะคะ ^^Untitled.001

 

 

Resume ควรใส่ประวัติการทำงานทุกที่เลยไหม

สืบเนื่องจากวันก่อนมีน้องหลังไมค์มาถามเรื่องการใส่ประวัติการทำงานในเรซูเม

ว่าอยากจะเขียนเรซูเมใหม่ควรที่จะใส่ประวัติการทำงานทุกที่เลยไหม

โดยส่วนตัวแล้วน้องรู้สึกว่าการใส่ทั้งหมดเลยมันจะทำให้เรซูเมดูแน่นเกินไป

บอกก่อนว่าน้องอายุไม่ถึง 30 ทำงานมาประมาณ 4 ที่ และคิดว่า HR จะถามตอนที่เรียกสัมภาษณ์เอง

เลยให้คำแนะนำน้องไปว่า ควรที่จะใส่ที่ทำงานให้ครบ เพราะ HR จะพิจารณาเรียกสัมภาษณ์หรือไม่

ก็ขึ้นอยู่กับว่าเรซูเมของคุณเป็นอย่างไร ถ้าเราเว้นว่างไว้ คนอ่านเรซูเมไม่สามารถที่จะทราบได้ว่า

ช่วงเวลาที่หายไปของคุณทำอะไร และอาจจะถูกมองว่าในช่วงเวลานั้นเป็นคนว่างงานไปก็ได้

แต่หากว่าไปทำงานแค่ที่ละ 2 – 3 เดือน อันนี้เวลามันก็อาจจะสั้นเกินไปในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

จะไม่ใส่ไว้ก็ได้ จะได้ดูไม่เป็นการเสียประวัติ

จำไว้เสมอว่า HR ไม่ได้รู้จักตัวเรา เหมือนที่ตัวเรารู้จักตัวเอง เราต้องบอกในสิ่งที่อยากให้คนอื่นรู้

ถึงแม้ว่างานบางที่อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับงานที่สมัคร แต่ก็อาจจะเป็นส่วนเสริมให้ได้รับโอกาสในงานอื่นๆก็เป็นได้

แจ้งว่างงาน ผ่านอินเทอร์เน็ต รับเงินทดแทน

เกือบ 1 เดือนผ่านไป ไวอย่างกับโกหกกับการลาออกจากงานประจำ

ยุ่งแสนยุ่งกับภารกิจต่างๆมากมาย จนลืมนึกไปว่า เอ้า นี่ต้องรีบยื่นว่างงานแล้วนะ

จะเอ้อระเหยไม่ได้แล้ว เดี๋ยวสิ้นเดือนนี้จะไม่มีอะไรกินเอา

เพราะได้ยินมาว่า แจ้งว่างงานต้องทำภายใน 30 เท่านั้น

ระหว่างที่เราเขียนบล็อคนี้ เราก็จะยื่นเรื่องว่างงานไปด้วย จากคนเคยมีประสบการณ์ ยื่นว่างงานแต่ยังไม่เคยได้ตังเมื่อ 2 ปีก่อน เพราะได้งานใหม่ก่อน มาดูกันว่า 2 ปี ผ่านไป จะมีอะไรเปลี่ยนแปลง มาเริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

เราก็คงจะเหมือนคุณๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำยังไง ไอ้การแจ้งว่างงาน ขั้นตอนแรกคงหนีไม่พ้นการเสิช Google  เลยค่ะ

เสิชไปเสิชมา ก็เจอบล็อคตัวเองที่เคยเขียนไว้นะ คงไม่ต้องเขียนซ้ำ กลับไปอ่านวนไป ตามลิงค์นี้เลย ยื่นว่างงานด้วยตัวเอง

ส่วนเรื่องที่จะเขียนในบล็อคนี้ เป็นการยื่นว่างงานแบบออนไลน์ ก็เสิช Google ว่า แจ้งว่างงาน ออนไลน์ เลย

หรือเข้าไปเว็บนี้ https://empui.doe.go.th/auth/index

เมื่อเข้าไปถึง ถ้าเราจะแจ้งยื่นว่างงานที่บ้าน ก็ให้คลิกไปที่ดำเนินการต่อ ด้านบน

Screen Shot 2560-07-11 at 4.29.05 PM

เริ่มแรกเลย เราต้องลงทะเบียนผู้ใช้งานก่อน เพราะเรายังไม่เคยมีรหัสผ่านการใช้งานระบบ

คลิกไปที่ลงทะเบียนเข้าใช้งานในแถบสีเหลือง

Screen Shot 2560-07-11 at 4.32.49 PM.png

อ่านข้อตกลงการใช้บริการให้เรียบร้อย แล้วติ๊กตรงช่อง ยอมรับและเข้าใช้งาน แล้วคลิกที่ขั้นตอนต่อไป

Screen Shot 2560-07-11 at 4.36.28 PM

กรอกข้อมูลส่วนตัวของเรา คลิกตัวสอบข้อมูล แล้วกรอกข้อมูลอีกหน้าหนึ่ง จากนั้นคลิกลงทะเบียน

Screen Shot 2560-07-11 at 4.39.59 PM

การลงทะเบียนได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ให้คลิกต่อไปที่ ดำเนินการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน

Screen Shot 2560-07-11 at 4.51.34 PM

จากนั้นกรอกรายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วน แล้วคลิกไปที่ ขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน

จะปรากฎ เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นเอกสารกับสำนักงานประกันสังคม ซึ่งจะต่างจากการยื่นว่างงานด้วยตนเองที่ต้องไปที่กรมจัดหางาน

เอกสารที่ต้องใช้ คือ

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
  • แบบฟอร์ม สปส 2-01/7
  • สำเนาสมุดบัญชีธนาคารที่เป็นชื่อผู้ประกันตน

Screen Shot 2560-07-11 at 4.55.24 PM

เมื่อกดปิดไป เอกสารจะหน้าตาแบบนี้ ให้สั่งปรินท์หน้านี้ด้วย

S__18227262

เลื่อนลงมาด้านล่าง จะมีการนัดให้ไปรายงานตัว

Screen Shot 2560-07-11 at 5.07.05 PM

ข้อแนะนําในการรายงานตัวครั้งต่อไป (จากที่อ่านในเว็บ)

** การรายงานตัวจะต้องรายงานตัวเดือนละ 1 ครั้ง โดยผู้ประกันตนสามารถเข้ามารายงานตัวในระบบล่วงหน้าก่อนวันนัดรายงานตัวได้ 7 วัน
** กรณีรายงานตัวก่อนวันนัด 7 วันหรือหลังวันนัด 7 วัน จะถือว่าเป็นการรายงานตัว ตรงตามกําหนด
** หากครั้งใดรายงานตัวเกิน 7 วัน หรือหลังวันนัด 7 วัน จะเป็นการรายงานตัวช้ากว่ากําหนดผู้ประกันตนจะต้องแจ้งสาเหตุการรายงานตัวช้าที่สํานักงานประกันสังคม เพื่อประโยชน์ในการรับสิทธิประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในครั้งนั้น

สรุปคือ ให้ล็อคอิน เข้ามาในเว็บนี้ แล้วก็รายงานตัวผ่านอินเทอร์เน็ต คลิกไปที่รายงานตัว (กรณีจะรายงานตัวครั้งต่อไป)

ให้คลิกต่อไปที่ งานแนะนำ แล้วคลิกดาวโหลดเอกสาร แบบคำขอรับประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงาน (สปส.2-01/7)

หน้าตาแบบสปส.2-01/7 จะเป็นเช่นนี้ (ตอนแรกก็งงว่าจะไปหาจากไหน) แล้วก็ปรินท์ออกมากรอกรายละเอียด

Screen Shot 2560-07-11 at 5.15.05 PM.png

ต่อไปมาดูว่า เราจะต้องเตรียมอะไรไปประกันสังคมบ้าง

  1. สปส.2-01/7
  2. หนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประกันตนกรณีว่างงาน
  3. สำเนาบัตรประชาชน 1 ชุด
  4. สำเนาหน้าบัญชีธนาคาร

จากนั้นให้ไปที่สำนักงานประกันสังคมใกล้บ้าน สามารถเข้าไปดูสำนักงานที่ใกล้บ้านได้จากลิงค์นี้  http://www.sso.go.th/wpr/category.jsp?lang=th&cat=860

ของเราบ้านอยู่เขตบางซื่อ เลยไปประกันสังคมพื้นที่ 2 แถวประชาชื่น ไปถึงกดบัตรคิว เตรียมเอกสารทั้งหมดยื่นให้เจ้าหน้าที่เมื่อถึงคิว เจ้าหน้าที่เช็คเอกสาร ครบถ้วน โดยเฉพาะหน้าบัญชีธนาคาร แล้วเจ้าหน้าที่ก็บอกให้อย่าลืมรายงานตัวออนไลน์ แค่นี้ก็กลับบ้านได้ เร็วมาก

เรื่องควรรู้หลังจากยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว

  • หากมีการลาออกเอง จะได้รับเงินชดเชย 3 เดือน เป็นจำนวน 30% ของรายได้ (รายได้ที่นำมาคำนวณสูงสุด 15,000 บาท) [หากมีเงินเดือนมากกว่า 15,000 บาท จะได้เงินชดเชยเดือนละ 5,000 บาท]
  • กรณีถูกให้ออกแบบไม่มีความผิด จะได้รับเงินชดเชย 6 เดือน เป็นจำนวน 50% ของรายได้ที่ไม่เกิน 15,000 บาท (สูงสุด 7,500 บาท/เดือน)
  • เงินชดเชยจะโอนเข้าบัญชีหลังยื่นเอกสาร 7 วัน
  • *****ที่สำคัญมากๆๆๆๆๆๆ คืออย่าลืมเข้าไปรายงานตัวในเว็บไซต์ ตามวันที่กำหนดด้วย จดใส่ปฏิทินไว้เลยค่ะ เรื่องเงินๆทองๆนี่ไม่ควรลืมและพลาดแม้แต่บาทเดียว