Job Interview – Role Play

DebateTough_crop380w_crop380w

บางครั้งที่ผู้สัมภาษณ์อาจให้ผู้ถูกสัมภาษณ์เจอสถานการณ์จริงๆ โดยจำลองสถานการณ์มาให้ตอบ

ผู้สัมภาษณ์มักจะดูไหวพริบว่าสามารถโต้ตอบได้อย่างทันท่วงทีหรือไม่

ผู้ถูกสัมภาษณ์ควรเล่นไปตามสิ่งที่ตัวเองคิดเวลานั้นด้วยความรวดเร็ว

ถ้านิ่งเงียบไป ผู้สัมภาษณ์อาจมองว่าผู้สมัครขาดไหวพริบหรือแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้ในเวลานั้น

ครบรอบ 1 ปี กับ การทำงานที่ Digital Agency

วันนี้เป็นวันครบรอบ 1 ปี พอดี สำหรับการเปลี่ยนงาน

วันเวลาช่างผ่านไปไวเหลือเกิน พอมานั่งนึกดูก็ตกใจ ว่านี่มันปีนึงแล้วเหรอ
จากปีที่แล้วที่ตัดสินใจเปลี่ยนงานเพราะอะไรหลายๆ อย่าง และด้วยความคิดที่ว่าอยากจะพัฒนาตัวเอง

ไม่อยากจะรู้สึกโง่ไปกว่านี้ และอยากออกจาก Comfort Zone ของตัวเอง
ช่วงปีที่แล้ว เป็นช่วงเวลาที่ต้องอาศัยการตัดสินใจอย่างมาก
เพราะมันจะเป็นโชคชะตาในการพลิกชีวิตเลยทีเดียว
เราจะต้องตัดสินใจเลือกระหว่างงานที่จะได้เงินเยอะ กับงานที่สามารถทำให้เราพัฒนาไปมากกว่านั้น

เรายังคงคิดเสมอว่า ความสุขของการทำงานไม่ใช่เงิน
จริงแหละที่เงินเป็นส่วนหนึ่งในการตัดสินใจเลือกที่ทำงานสักที่
แต่สิ่งที่ต้องคิดไปมากกว่านั้นคือ การที่ทำยังไงให้เราสามารถพัฒนาตัวเองไปได้
เพื่อที่ในอนาคต เราจะได้ไม่เบื่อ ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่กับที่ หรือทำงานไปแบบไร้ความรู้สึก

วันที่มาสัมภาษณ์งานที่นี่เป็นอะไรที่ตื่นเต้นมากพอสมควร
เวลานั้นเองก็เป็นช่วงเวลาที่เฟลที่สุดในชีวิตประกอบกันด้วย
จำได้เลยว่าวันที่มาสัมภาษณ์เป็นวันที่ตอบคำถามได้แย่มาก ถ้าเทียบกับที่เคยสัมภาษณ์งานผ่านๆ มา

ช่วงแห่งการรอคำตอบ เป็นเวลาเนิ่นนาน นานจนคิดว่าคงไม่ได้รับโอกาสนี้แล้ว และแล้วโอกาสนั้นก็มาถึง

ช่วงนั้นมีหลายคนที่ช่วยหางานให้ ไปสัมภาษณ์มาหลายที่ และอยู่ในช่วงตัดสินใจว่าจะไปอีกที่ดีไหม เพราะปัจจัยเรื่องเงินดูล่อตาล่อใจเหลือเกิน

แต่ในที่สุดก็ตัดสินใจมาทำงานที่นี่ ด้วยหลายๆ เหตุผล ด้วยเป้าหมายที่มองในอนาคต ด้วยสภาพแวดล้อม ความสนุก ความท้าทายที่คาดว่าจะได้รับ

ด้วยความที่อยากอยู่ในองค์กรที่มีสีสัน ทุกคนดูวัยรุ่น ทุกคนมีพลัง มีไฟในการทำงาน ทุกคนดูกระตือรือร้น

อาจจะติดภาพมาจากละครเรื่องหนึ่งที่เคยดูสมัยเด็กๆ “รักเล่ห์เพทุบาย” ที่นางเอกเป็นครีเอทีฟ อยู่ในองค์กรที่ดูคึกคัก ก็เลยอยากเข้ามาทำบ้าง

ต้องขอบคุณหัวหน้าเราอย่างมาก ที่ให้โอกาส ณ ตอนนั้น 1 ปี ก่อน
และเคยให้คำมั่นสัญญาว่าเราจะพยายามทำให้ได้ดี แม้ลึกๆจะมีความกลัวว่าจะทำไม่ได้อยู่ก็ตาม

ผ่านมา 1 ปีแล้ว ได้เรียนรู้อะไรบ้าง
อันดับแรกคงจะเป็นเรื่องของความเป็นผู้ใหญ่ และการจัดการสิ่งต่างๆให้เรียบร้อย
หัวหน้าเราชอบบอกว่า พี่ใจร้ายถีบน้องลงน้ำ ให้ว่ายตะเกียกตะกายบ่อยๆ
แต่เราคิดว่านั่นเป็นการดี ที่เราจะพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นแกร่งขึ้น
เราคิดว่าเค้าไม่ได้ถีบเราลงน้ำแล้วเดินหันหลังกลับไป แต่เค้ากำลังมองเราว่ายน้ำอยู่
ถ้าเห็นว่าจมน้ำกำลังจะขาดอากาศหายใจ เค้าจะโยนชูชีพทิ้งลงมาให้เราหายใจต่อได้ และว่ายเข้าฝั่งด้วยตัวเอง
เพื่อให้เราเกิดการเรียนรู้ว่าครั้งต่อไปควรจะทำยังไง และสามารถลอยคอได้โดยไม่จมน้ำในที่สุด

อันดับที่สองคือความเข้มแข้งทางจิตใจ บางครั้งการที่ต้องรับรู้เรื่องราวของทุกคน และทุกเรื่องในบริษัท
ที่ประดังประเดเข้ามาทุกวันไม่ใช่เรื่องง่าย บางเรื่องอาจจะเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ที่พอรู้เราก็จะเครียดตามไปด้วย

หรือแม้แต่การหาคน ที่ทำไมเราถึงหาไม่ได้สักที หาตามความต้องการไม่ได้สักที
แรกๆ เราจะเก็บมันมาคิดทุกเรื่อง เกิดความรู้สึกกดดันตัวเอง
ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ จนรับไม่ไหว รู้สึกว่าเราจะอดทนกับเรื่องเหล่านี้ได้มากแค่ไหน
หรือจริงๆ แล้ว เราไม่เหมาะ หรือคุณสมบัติไม่เพียงพอกับตำแหน่งนี้ มันเกิดคำถามวนเวียนในหัวมากมาย

เป็นการประเมินตัวเอง เพราะกลัวว่าตัวเองจะทำได้ไม่ดีพอ กลัวว่าจะเป็นภาระกับคนอื่น
แต่พอเวลาผ่านไปจนครบปี เราก็เรียนรู้ว่า เดี๋ยวมันก็มีทางแก้ เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป ค่อยๆ ทำไปเดี๋ยวมันก็เสร็จ

ถามตัวเองบ่อยครั้งว่าไหวมั้ย จะสู้หรือจะถอย คำตอบคือ ทุกครั้งที่หลับไปตอนกลางคืน ตื่นมาเราจะคิดว่าเราจะต้องสู้ต่อไปให้ได้

ถ้าเรื่องแค่นี้ยังผ่านไปไม่ได้ แล้วจะเติบโตต่อไปในอนาคตได้ยังไง
เราวางกลยุทธ์มากขึ้น เราเข้าใจมากขึ้นในเรื่องการหาคน ไม่สะเปะสะปะเหมือนตอนแรกๆ ที่เข้ามาทำงาน

เข้าใจมากขึ้นว่าคนแบบไหนอยู่กับทีมไหนได้ และสามารถบอกได้เลยว่า ใช่หรือไม่ใช่
แม้ว่าในบางครั้ง ใจอาจจะบอกว่าไม่ใช่ แต่บางช่วงเวลามันก็จำเป็นต้องใช่ ณ เวลานั้นก็ตาม

และอีกเรื่องคือการยอมรับคำพูดที่มากระทบใจ ถึงแม้คำพูดเหล่านั้นมันแทบจะฉีกอกเราก็ตาม ทำให้เรารู้สึกว่าเราเป็นผู้ใหญ่ขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก

ทำให้รู้สึกถึงความเข้มแข็ง อย่างไม่เคยรู้สึกมาก่อน

อันดับสาม คือเรื่องของการพัฒนาความรู้ของตัวเอง มาช่วงครึ่งปีหลัง นอกจากงานสรรหาว่าจ้างพนักงานแล้ว
เรามาดูในส่วนของการฝึกอบรมพนักงานมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นความโชคดีมากที่บริษัทส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ในจุดนี้
เพราะการออกไปอบรมข้างนอกคอร์สนึงแพงมาก ส่วนใหญ่ 1 ปี พนักงานจะได้ออกไปอบรมกันคนละ 1 คอร์ส
นอกนั้นก็ต้องเรียนรู้กันเอง ซึ่งส่วนใหญ่มักจะขี้เกียจ โดยส่วนตัว ชอบการเรียนในแบบที่เรียนในห้องอยู่แล้ว
เราเป็นคนจัดการอบรมให้ เราเองก็จะมีส่วนร่วมในการเข้าเรียนด้วยเช่นกัน เลยทำให้รู้สึกสนุกสนานมาก ณ ปัจจุบัน อาทิตย์นึงมีทั้งการเรียนรู้เรื่องดิจิตอล มีเรียนภาษาอังกฤษ และฝึกการพรีเซนต์ ซึ่งเรื่องเหล่านี้บางคนอาจจะคิดว่าเสียเวลาการทำงาน
ก็จริงอยู่ที่บางครั้งทำงานไม่ทัน แต่มันก็ทำให้เราต้องจัดสรรเวลาทำงานใหม่ ต้องวางแผนชีวิตตัวเองใหม่ ว่าจะทำยังไงให้ทุกสิ่งทุกอย่างทันภายในเวลาจำกัด

อันดับสี่คือเรื่องของการคิดสร้างสรรค์ เราสามารถเสนอไอเดียได้ในสิ่งที่อยากทำ และค่อนข้างได้อิสระในการทำสิ่งต่างๆเกือบจะเต็มที่ ซึ่งเราถือว่าโอเค กว่าการที่วันๆ ไม่ได้พูดอะไรเลย หรือโดนจำกัดความคิด

อันดับห้า คือสมาธิ โดยปกติแล้ว ตอนช่วงปลายของการเรียนปริญญาโท เป็นช่วงเวลาที่สมาธิสั้นมาก อาจจะเป็นเพราะคุยอยู่แต่กับตัวเอง คุยกับเครื่องคอม เลยทำให้สมองช้าลงอย่างมาก และไม่สามารถทำงานในที่ๆ คนคุยกันอยู่ตลอดเวลาได้ สมาธิหลุดกระจุยกระจาย แต่ตอนนี้ถึงเสียงดังแค่ไหน เราก็จะมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ทำได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องดี

สำหรับสิ่งที่ประทับใจใน 1 ปีที่ผ่านมา อันดับแรกเลยคือ ทีม
เราเคยผ่านประสบการณ์การทำงานเป็นทีมที่ไม่ค่อยจะสู้ดีเท่าไหร่มาก่อน
เลยรู้สึกว่าทีมที่เรามีอยู่ตอนนี้โอเค การมีหัวหน้างานที่ดี การมีเพื่อนร่วมงานน่ารัก เป็นอะไรที่วิเศษสุดแล้วในการทำงาน
หลายคนมาชวนให้ไปทำงานใหม่ แต่เราก็ปฏิเสธไปทุกราย ณ ตอนนี้ เพราะเรายังรู้สึกมีความสุขกับการมีทีมที่ดีและงานตรงนี้อยู่

อันดับที่สอง คือเรื่องความอิสระ จากการที่เคยอยู่ในกรอบ ในกฎในเกณฑ์มากๆ ซึ่งเราเองอาจจะไม่ได้เป็นคนที่ยึดติดกับกฏเกณฑ์อะไรมากเลยไม่ต้องปรับตัวมากในการเข้ามาทำงานในจุดนี้ ที่ชอบมากคือเรื่องการแต่งตัว ฟรีสไตล์มาก เวลาเราเห็นคนอื่นแต่งตัวสวยๆ เราก็ชอบมองเค้าแหละ มันทำให้ชีวิตมีสีสัน หรืออย่างเรื่องเวลาเข้างาน ที่ค่อนข้างยืดหยุ่นมากแล้วถ้าเทียบกับบริษัทอื่นๆ แต่เวลาที่ยืดหยุ่นนั้น ไม่ได้ทำให้เรายืดหยุ่นกับเวลาของตัวเองเลย บางทีบริษัทยืดหยุ่นให้ได้ถึงครึ่งชั่วโมง แต่เรามาสายไป 15 นาที เราเองก็จะรู้สึกว่าสายแล้ว หรือเรื่องการลาหยุด บางทีที่ป่วย แต่เราก็ยังมีความรู้สึกว่าอยากมาทำงาน ไม่อยากหยุด หรือแม้กระทั่งวันลาพักร้อน ที่เราต้องคิดดีๆ ว่าลาเพื่อความจำเป็นจริงๆ เท่านั้น นั่นแปลว่าเราไม่ได้รู้สึกว่าการมาทำงานนั้นเป็นทุกข์ ถ้าเมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าฉันอยากลาเหลือเกิน แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องน้อยนิด นั่นคงแปลว่าใจเราไม่ได้อยู่ด้วยแล้ว แต่ ณ ตอนนี้ เรายังมีความรู้สึกอยากมาทำงานอยู่ทุกวัน และอยากทำให้มันดีขึ้นเรื่อยๆ

มีคนเคยถามว่าทำงานที่นี่เป็นยังไงบ้าง ก็อยากจะบอกนะ ว่าเราแฮปปี้ดี รู้สึกมีความสุขดี รู้สึกอยากตื่นเพื่อไปทำงานในทุกๆวัน การทำงานทุกที่ต้องเจอปัญหา ไม่ปัญหาเรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง ปัญหาเรื่องงาน ปัญหาคน ปัญหาการเงิน ปัญหาดราม่า ปัญหาสารพัดให้เราแก้ อยู่ที่ว่าจะมีคนพร้อมแก้ไปกับเรารึเปล่า ถ้าเราไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยว ถ้าเราไม่ได้รู้สึกบีบคั้นทางจิตใจ ก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่เราจะไม่ชอบสิ่งที่เราทำ  ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเปลี่ยนไปอยู่ในที่ๆเราการันตีไม่ได้ว่าเราจะมีความสุขเหมือนปัจจุบันรึเปล่า เคยมีคนถามว่ามองเป้าหมายไว้ยังไง มองอนาคตไว้ยังไง ก็ยังคงคำตอบเดิมว่าไม่ได้ต้องการตำแหน่งใหญ่โด ไม่ได้ต้องการเงินทองมากมาย แต่มีชีวิตที่สมดุลและมีความสุขในทุกๆ วัน อยากใช้จิตวิญญาณในการทำงาน มีเวลาทำในสิ่งที่รัก มีเวลาพักผ่อน มีเวลาให้ครอบครัว นั่นแหละชีวิตที่อยากเป็น

โดยสรุปการทำงานใน 1 ปีที่ผ่านมา ทำให้เรารู้สึกว่าตัวเองพัฒนาขึ้นในหลายๆ ด้าน และคงจะต้องพัฒนาต่อไปในขวบปีที่ 2

และไม่ใช่เราคนเดียวที่จะทำให้งานสำเร็จได้ มันอยู่ที่ทุกคนในองค์กรร่วมมือร่วมแรงกันเพื่อเป้าหมายเดียวกัน

16:8:2013

ยี้เด็ดขาด คนสกปรก [Hr ฮาเฮ]

12317853156O8BmH

หลายครั้งที่เรามีเพื่อนที่เปิดเผยตัวเองโจ่งแจ้งว่า ฉันไม่ได้สระผมมา 3 วัน แล้ว หรือ 7 วันแล้ว

และเรามักจะว่าเพื่อนเราว่าเป็นคนสกปรกซกมก ไม่อยากอยู่ใกล้ แต่นั่นก็อาจเป็นแค่เรื่องขำๆไว้แซวเพื่อนไม่ได้จริงจังอะไรนัก

ผู้หญิงหลายคนที่ไม่ยอมปล่อยผม เพราะไม่ได้สระผมมาหลายวัน และอาจส่งกลิ่นตลบอบอวลเผื่อแผ่เพื่อนด้วย

หรือบางคนที่สารภาพกับเพื่อนว่าเช้านี้รีบออกจากบ้านมาทำงานเลยไม่ได้อาบน้ำ

หรือแม้แต่การเหนื่อยกับที่ทำงานจนไม่ได้อาบน้ำล้างหน้าเมื่อตอนที่กลับถึงบ้าน ซ้ำยังนอนทั้งชุดทำงาน

หรือบางคน ที่ขี้เกียจจะแปรงฟันเป็นที่สุด ก็มี…….

วันหนึ่งที่เราให้ Candidate ทำข้อสอบภาษาอังกฤษ ข้อที่ว่า อยากมีหรือไม่อยากมีหัวหน้างานและเพื่อนร่วมงานแบบไหน

Candidate เขียนมาว่า “Clean” อ่านแล้วก็ยังแซวๆกับเพื่อนร่วมงานอยู่ ว่าถ้าเราไม่ได้สระผมมา 3 วัน เขาจะรังเกียจเราไหมนะ

เพื่อความมั่นใจ ตอนสัมภาษณ์ เราเลยถาม Candidate อีกที เผื่อเป็นเรื่องที่เราเข้าใจผิด Clean อาจหมายถึงความโปร่งใสไม่คดโกงรึเปล่า

สรุปแล้วก็ได้คำตอบตามมาอย่างที่เราคิด คือ อยากมีเพื่อนร่วมงานที่สะอาดสะอ้าน ไม่ชอบอยู่กับคนที่สกปรกซกมก

ฟังแล้วก็ อืม ความสะอาดก็เป็นส่วนสำคัญนะ ใครมีความสะอาดสะอ้าน ก็จะมีคนอยากอยู่ใกล้ อยากร่วมงานด้วย

แต่คิดในอีกแง่นึงก็ไม่ค่อยจะเกี่ยวกับการทำงานสักเท่าไร เรื่องส่วนตัวไว้มาบอกทีหลังการสัมภาษณ์งานก็ได้

ก็เป็นเคสที่แปลกดีไปอีกแบบ…

น้ำเสียงการรับโทรศัพท์กับการสัมภาษณ์งาน

interview1_crop380w

โดยปกติแล้วเวลา HR จะนัดผู้สมัครมาสัมภาษณ์งาน มักจะใช้วิธีการโทรศัพท์

ถึงแม้ว่าในสมัยนี้อาจมีวิธีการติดต่อทางอื่น เช่น Social Network ที่นัดหมายกันโดยใช้วิธีการพิมพ์ข้อความแล้วมาเจอกันวันสัมภาษณ์จริงเลย

แต่สุดท้ายแล้ว HR ก็มักจะเลือกวิธีการโทรศัพท์หาผู้สมัคร เพื่อให้เกิดความชัดเจนในการแจ้งข่าวสารต่างๆ

อาทิเช่น การนัดหมายสถานที่ เอกสารที่ต้องเตรียมมา หรือการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ฯลฯ

HR ที่มีหน้าที่นัดหมายผู้สมัครทางโทรศัพท์ มักจะคาดเดาได้ว่าน้ำเสียงของผู้สมัครแบบใด จะมีบุคลิกลักษณะนิสัยเช่นไร

การพูดเร็ว พูดช้า การพูดด้วยน้ำเสี่ยงเด็กๆ หรือผู้ใหญ่ การพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น การพูดด้วยความไม่มั่นใจ

การพูดด้วยเสียงทุ้ม เสียงแหลม เสียงแจ่มใสหรือเสียงขุ่นมัว บ่งบอกถึงลักษณะต่างๆของผู้สมัครได้ว่า

เป็นคนกระตือรือร้น เป็นคนเฉื่อยชา เป็นคนเรื่องมาก จู้จี้จุกจิก เป็นคนใจเย็น เป็นผู้นำ ฯลฯ

น้ำเสียงเหล่านี้ยังเชื่อมโยงไปถึงสไตล์การทำงานของแต่ละคนด้วย

หลายครั้งที่เราโทรนัดสัมภาษณ์ แล้วเจอผู้สมัครที่มีน้ำเสียงเหวี่ยงๆ

พอเจออย่างนี้แล้ว แทบจะไม่อยากเรียกเข้ามาสัมภาษณ์จริงๆ เพราะขนาดแค่ในโทรศัพท์ยังเหวี่ยงขนาดนี้

ถ้าต้องมาพูดคุยกับ Manager ที่ต้องสัมภาษณ์ด้วย หรือในอนาคตที่ต้องพูดคุยกับลูกค้า หรือทีมงานคนอื่นจะเป็นเช่นไร

บ่อยครั้งที่ HR จะเอาใบสมัครของคนที่มีน้ำเสียงเหมือนหาเรื่องตลอดเวลาโยนลงกล่องปิดฝาและไม่หยิบขึ้นมาอีก

การสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ จึงเป็นด่านแรกที่ต้องใส่ใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะเป็นการสร้างความประทับใจครั้งแรก

มีข้อแนะนำสำหรับการรับโทรศัพท์ทุกสาย ไม่เฉพาะเวลาสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์

1. พูดด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน เพื่อให้อีกฝ่ายได้ยิน

2. มีจังหวะการพูดที่ไม่เร็วจนฟังไม่ทัน และไม่เนิบจนน่าง่วงเกินไป

3. อย่าพูดด้วยน้ำเสียงกระโชกโฮกฮาก หรือดูข่มขู่ฝ่ายตรงข้าม ควรพูดด้วยน้ำเสียงเป็นมิตร

4. การพูดมีหางเสียง คะ/ครับ เพราะเราไม่รู้ว่าคนที่คุยกับเราอยู่อายุมากกว่า-น้อยกว่า ควรสุภาพไว้ก่อน

5. ไม่ขัดจังหวะระหว่างที่อีกฝ่ายยังพูดไม่จบ

การพูดคุยหรือสัมภาษณ์งานทางโทรศัพท์นั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ซึ่งถ้าหากการพูดคุยนั้นเป็นไปได้ด้วยดี แล้วเกิดความประทับใจขึ้น

ผู้สัมภาษณ์ก็จะรู้สึกยินดีที่จะเชิญผู้สมัครเข้ามาสัมภาษณ์ที่บริษัทต่อไป

น้ำเสียงในการพูดคุยทางโทรศัพท์นั้น สามารถฝึกฝนได้ ถ้าฝึกจนเคยชิน ก็จะดูเป็นธรรมชาติด้วย

ขอให้โชคดีในการสัมภาษณ์งานค่ะ 🙂

ผู้สัมภาษณ์ ไม่ใช่ผู้ถูกสัมภาษณ์

bad-interview

ยังไม่เคยลองเขียนบล็อคในส่วนที่เกี่ยวกับงานที่ตัวเองทำ วันนี้เลยขอเขียนสักหน่อย

ด้วยความที่ช่วงนี้มาจับงานทางด้าน Recruitment หรือการสรรหาว่าจ้าง แล้วต้องสัมภาษณ์คนจำนวนมาก

ก็จะเจอคนหลากหลายประเภท มีทั้งที่ถูกใจจำนวนหนึ่ง และมีที่ไม่ถูกใจ หรือเรียกว่าไม่ตรงสเปคกับตำแหน่งงานอีกจำนวนมาก

โดยปรกติแล้ว Recruiter จะเป็นผู้สัมภาษณ์ ผู้สมัคร

ตามขั้นตอนพื้นฐานนั้นส่วนใหญ่ผู้สัมภาษณ์จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครเล่าประวัติการทำงานของตัวเอง

และผู้สัมภาษณ์จะเปิดโอกาสให้ผู้สมัครมีโอกาสถามคำถามปิดท้ายก่อนที่จะมีการตกลงเรื่องเงินเดือนในลำดับถัดไป

ด้วยความที่สัมภาษณ์ผู้สมัครมาหลากหลายประเภทในบางครั้งก็เจอผู้สมัครเป็นผู้สัมภาษณ์ Interviewer เสียเอง

ผู้สมัครอาจคิดว่าการทำเช่นนี้ทำให้ตัวเองดูเป็นคนกระตือรือร้น อยากที่จะเรียนรู้ แต่สำหรับผู้สัมภาษณ์แล้ว จะคิดว่ายังไม่ถึงเวลา

เพราะอย่างไรก็ตามถ้ามีข้อสงสัยก็สามารถที่จะถามปิดท้ายได้เสมอ ลักษณะเดียวกับการประชุมหรืออบรมต่างๆ ที่จะตอบข้อซักถามตอนท้าย

สิ่งนี้เอง อาจทำให้กลายเป็นคะแนนติดลบในการสัมภาษณ์

โดยเฉพาะเมื่อเวลาผู้สัมภาษณ์บอกให้ผู้สมัครเล่าประวัติของตน

แต่ผู้สมัครกลับย้อนถามผู้สัมภาษณ์ว่าลักษณะงานเป็นเช่นไร ตั้งแต่คำถามแรกที่พูดคุยกัน คำถามลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าผู้สมัครไม่ได้เตรียมตัวมา

และผู้สมัครบางคนยังเคยชินกับการเป็นผู้ถามมากกว่าจนผู้สัมภาษณ์งง ว่าใครมาสัมภาษณ์ใครกันแน่

สถานการณ์แบบนี้มักไม่ค่อยเจอกับเด็กที่เพิ่งจบใหม่ แต่มักจะเจอกับผู้ใหญ่ที่ผ่านงานมาแล้วช่วงระยะเวลาหนึ่ง

ซึ่งผู้สัมภาษณ์ ไม่ว่าจะเป็น interviewer หรือ line manager เอง ก็มักจะไม่ชอบผู้สมัครที่ถามมาในลักษณะนี้

คำแนะนำในการเตรียมตัวสำหรับผู้สมัครก่อนการมาสัมภาษณ์ คือ

ผู้สมัครอาจสอบถามลักษณะงาน เมื่อวันที่ผู้สัมภาษณ์โทรศัพท์ไปนัดสัมภาษณ์

อาจจะให้มีการส่ง Job Description หรือบอกเล่าลักษณะงานคร่าวๆกับทางผู้สมัครเพื่อเป็นแนวทางในการมาสัมภาษณ์วันจริง

และผู้สมัครควรจะเข้าไปดูหรือตรวจสอบบริษัท ไม่ว่าจะเป็นทางเว็บไซต์ หรือ social media ที่บริษัทมี

เพื่อที่จะรู้ประวัติคร่าวๆของทางบริษัท หรือธุรกิจที่ทำ รวมทั้งลูกค้า หรือ partner ที่ร่วมด้วย

และวัฒนธรรมองค์กรเพื่อเป็นพื้นฐานในการตอบคำถามสัมภาษณ์ที่ดี

หากมีข้อสงสัยจริงๆ อาจจะถามในช่วงท้ายๆ หรือเมื่อสงสัยในบางช่วงของการสนทนา

ฝากไว้สำหรับผู้สมัครทุกท่านไม่ว่าจะไปสัมภาษณ์งานที่ไหน “ใจเย็นๆ เดี๋ยวก็ได้ถาม” เมื่อเขาเปิดโอกาสให้ถาม

ขอให้โชคดีในการสัมภาษณ์งานค่ะ 🙂