เคล็บไม่ลับ อยากบอกต่อ ตอน หน้าเรียวได้ ด้วยมือเรา

หน้าเรียวดั่งใจ

ช่วงนี้มีแต่คนทักว่า ทำไมหน้าเรี๊ยวเรียว คางเรี้ยวเรียวกว่าแต่ก่อนเยอะเลย (ปกติเป็นคนหน้าบานมาก โดยเฉพาะเวลาถ่ายรูป แอบกลุ้มใจอยู่ไม่ใช่น้อย)

เลยมีเคล็ดไม่ลับ อยากจะมาเปิดเผยและบอกต่อคุณสาวๆ หรือแม้แต่คุณหนุ่มๆ ที่อยากหน้าเรียว โดยไม่ต้องพึ่งมือหมอเลยสักนิด

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า ได้รู้วิธีทำหน้าเรียวมาจากคุณแม่ของเราเอง เพราะแม่ชอบศึกษาเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด

ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ทั้งอ่าน ทั้งดูจาก Youtube ด้วย หลายๆ  ทาง ป่วยก็สามารถรักษาเองได้โดยไม่ต้องไปหาหมอ

เมื่อเข้าใจในร่างกายแล้ว  ก็เลยอยากศึกษาเกี่ยวกับความสวยความงามบ้าง และคงหนีไม่พ้นเรื่องใบหน้า

มีอยู่ช่วงหนึ่งแม่เห็นว่าเราเริ่มจะมีแก้มหย่อนคล้อยและหน้าบาน เวลาถ่ายรูปแก้มจะย้อยเหมือนคนแก่ ทั้งที่อายุเพิ่งจะเฉี

ยดเลขสาม

 

จนรู้สึกว่าไม่ได้การละ ฉันต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้ว เหมือนสมัยนี้เค้าฮิตหน้าเรียวๆ เหมือนดาราเกาหลี ทุกคนหน้าแหลมกันหมด

ที่เคยเห็นๆ มานั้น ส่วนใหญ่อยากทำหน้าเรียวมีแต่ต้องทำศัลยกรรม ตัดกราม ผ่าตัดโน่นนั่นนี่ ฉีดโบท๊อกซ์ ร้อยไหม

แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ เจ็บตัว เสียตังและเป็นวิธีที่ผิดธรรมชาติทั้งสิ้น

ถ้าต้องทำอะไรพวกนี้ คงไม่ทำแน่ๆ หน้าบานก็บานไปเถอะ แอบกลัวว่าไปทำมาแล้วถ้าเกิดผิดพลาด หน้าจะเพี้ยนไป หรืออนาคตไม่ฉีดแล้วหน้าจะดูไม่ได้

แม่ก็เลยศึกษาพวกเรื่องการนวดหน้ามาจากหลายๆ ที่ แล้วมาดัดแปลงและคิดเองด้วย จนรู้สึกว่าได้ผลกับใบหน้าของตัวเอง

และได้ลองกับตัวเองอยู่หลายวันจนรู้วิธี (ตอนนี้ หน้าบานน้อยลงแล้ว จากที่เคยหน้าสี่เหลี่ยม กลายเป็นหน้ารูปไข่..ใช้เวลาหลายเดือน).. ได้ทำให้เราด้วย ทำให้ญาติๆ และเพื่อนสนิทอยู่หลายคน

ผลคือทำแล้วหน้าเรียวได้จริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากๆ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความขยันอย่างเดียว

เอารูปที่ทำหน้าครั้งแรกมาให้ดูก่อนค่ะ

000-26461.1

แก้มลดลงตั้งแต่ครั้งแรก 
แต่ยังไม่มาก
ต้องขอบอกก่อนว่า อย่าใจร้อน ค่อยๆ ทำไปทุกๆ วัน หน้าเราจะเรียวขึ้นๆ ถ้าลืมหรือไม่มีเวลาก็ไม่เป็นไร ทำตอนไหนก็ได้ พอทำได้สักพัก หน้าก็จะเริ่มอยู่ตัวค่ะ และถ้าวันไหนที่เราหน้าหย่อนคล้อย ก็ทำได้อีกตามต้องการ ไม่เป็นอันตราย

เวลาทำก็อย่าทำแรงจนเกินไป เพราะบางคนบอกไปแล้วใจร้อน อยากให้หน้าเรียวเร็วๆ เลยทำซะแรง จนขึ้นเป็นเขียวจ้ำก็มี

ขอย้ำว่า ไม่ต้องแรงมากนะคะ

วิธีทำหน้าเรียวได้ด้วยสองมือเรา..ไม่ต้องซื้อเครื่องทำหน้าเรียว ราคาเป็นหมื่น.. ไม่ต้องซื้อครีมหน้าเด้งที่ราคาแพงใดๆ ทั้งสิ้น

สิ่งพวกนี้อาจมีผลข้างเคียงในภายหลังอีกด้วย

สิ่งที่ใช้ ก็ไม่ได้แพงมากจนเกินไป มีใช้อยู่แค่อย่างเดียว คือ น้ำมันมะรุม (ขวดละประมาณ 300 กว่าบาท แต่ใช้ได้น้านนาน) ใช้เพื่อเวลานวด จะได้ไม่ฝืด

มาเริ่มกันเลยดีกว่าว่าทำยังไง >>

วิธีทำ

1. จะทำหน้าข้างไหนก่อนก็ได้.. ถ้าจะทำหน้าด้านขวาก่อน ก็ให้เอามือซ้ายเอื้อมไปจับแก้มข้างขวา แล้วยกแก้มขึ้น พร้อมกับใช้สันมือหรือหลังมือขวา (แล้วแต่ถนัด) สับๆ 20 ครั้ง ใช้น้ำหนักในการสับพอควร ไม่แรงเกินไป ระวังช้ำ ..สับตั้งแต่คางไปถึงใต้ติ่งหู ..ถ้าใครมีเหนียงก็ให้สับขึ้น หลายๆ ครั้ง

2. ขั้นตอนต่อไป เอามือข้างเดิมดึงตั้งแต่มุมปากขวาเฉียงขึ้นไปที่ใบหูแล้วสับๆ แล้วขยับมือและสับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขมับ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงกลางหน้าผาก

3. ทำหน้าด้านซ้าย ใช้มือซ้ายเหมือนเดิม น่าจะถนัดที่จะใช้มือขวาสับ (ทำเหมือนข้อ 1-2)

4. หยดน้ำมันมะรุมที่นิ้วนำไปแตะ 4 จุดบนใบหน้า..หน้าผาก แก้มซ้าย-ขวา และคาง ตามด้วยการใช้นิ้วทาน้ำมันให้ทั่วใบหน้า

5. กางนิ้วมือออก พร้อมกับอ้าปาก แล้วเอามือมาจับที่แก้ม เริ่มจากโหนกแก้ม โดยกดจากแก้มเข้ามาด้านใน จะรู้สึกว่า มีเสียงกึ๊กๆ เมื่อรู้จุดแล้วหุบปากลงได้ กดไล่ลงมาถึงคาง .. ค่อยๆ ทำไปทีละหน่อย ทุกๆ วันนะคะ อย่าทำจนช้ำ

6. เมื่อหน้าเริ่มแห้ง ให้ทาน้ำมันอีกครั้งที่กรามทั้งสองข้าง

7. ใช้มือซ้ายจับที่คางไว้ แล้วใช้นิ้วโป้งขวากดจากใต้ค้างรีดขึ้นไปที่หลังหู 20 ครั้ง พยายามกดที่สะดุดกึ๊กๆ ให้กระจายไม่จุกอยู่ที่เดียว

8. สลับมือ ทำอีกข้าง (เหมือนข้อ 7
)

9. ใช้สันมือทั้งสองข้างประกบที่คาง ,รีดจากคางขึ้นไป เป็นรูปตัว V ทำ 20 ครั้ง 
(วิธีที่ถนัดคือ เอาศอกตั้งบนโต๊ะ แล้วใช้สันมือรีดขึ้น..ถ้าไม่มีโต๊ะก็ไม่ซีเรียสนะคะ แต่มันจะเมื่อยหน่อย)

10. ทำหน้าเสร็จแล้ว ใช้ทิชชู่ เช็ดหน้าเอาคราบมันออก

11. การทำหน้า เมื่อเสร็จแล้วจะทำให้หน้าร้อน และทำให้รูขุมขนขยายและเปิด.. ให้นำน้ำแข็งออกจากตู้เย็น ผ่านน้ำทีนึง แล้วใช้ผ้าขนหนูจับน้ำแข็งนำมาถูให้ทั่วใบหน้าให้หมดก้อน เพื่อเป็นการกระชับรูขุมขน ทำให้ปิด หลังจากนั้นให้ซับหน้าให้แห้ง

ทั้งหมดนี้อ่านแล้วคงคิดว่า ใครจะไปจำได้ ทำไมขั้นตอนเยอะจัง.. จริงๆ แล้ว ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย ถ้าอ่านเข้าใจ จะทำได้แน่ๆ ค่ะ ไม่ยากเลย

เมื่อรู้วิธีแล้ว เพื่อนๆ ก็ลองไปทำกันดูก่อนนะคะ ทำแล้วได้ผลก็ไปบอกคุณแม่ๆ ทั้งหลายได้…แก้มหย่อน หน้าบาน กรามใหญ่ จะไม่มาให้เห็นรำคาญใจได้อีกต่อไป จะมีใบหน้า V-Shape สวย หล่อกันทุกคน ..ได้ผลยังไงแล้ว อย่าลืมมาแชร์กันด้วยนะคะ ^__^

ปล. รูปที่ลง ผ่านแอพหน้าใส แต่ไม่ได้ผ่านแอพหน้าเรียวนะจ๊ะ คริคริ

(ในคลิปนี้อาจจะไม่ได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่เขียนนะคะ แต่ทำคร่าวๆประมาณนี้

@linching2

รู้เท่าไม่ถึงการณ์

vegetarian-barcelona-health-food-stores

หลายคนที่เจอแม่เรา ต่างถามกันว่าทำไมหม่าม๊าดูสาวจัง ดูสุขภาพแข็งแรง

ทุกทีที่เดินด้วยกันมักมีแต่คนทักว่าเป็นพี่สาวกับน้องสาวรึเปล่า

พอดีแม่เราเคยเขียนบทความนึงไว้เกี่ยวกับการรักษาสุขภาพของแม่เมื่อหลายปีก่อน เลยขออนุญาตแม่นำบทความมาให้อ่านกันค่ะ

“40 กว่าปีก่อน……

ปู๊น ๆ… ปู๊น ๆ… ยามเย็นของทุกวัน จะได้ยินเสียงไมค์ประกาศมาแต่ไกล “ไอติม หวาน ๆ เย็น ๆ มาแล้วจ้า” เสียงนี้คุ้นหูมากสำหรับเด็ก ๆ และผู้ใหญ่ทุกคนในระแวกนั้น แทบทุกบ้านพากันวิ่งออกมาตามเสียงเชิญชวนให้ลิ้มรสไอศกรีมตัดแบ่งเสียบไม้ ( ที่สมัยนี้เรียกกันว่า“ไอติมโบราณ”) รวมถึง ด.ญ.ตัวน้อยวัย 7 ขวบ และพี่ ๆ น้อง ๆ ของเธอที่ต้องรีบขอตังพ่อแม่ออกมาซื้อไอติมรส โกโก้ กะทิ ชา วานิลา สตรอเบอรี่.. กินกันอย่างเอร็ดอร่อย

หลังมื้อเที่ยงสมัยเรียนก็ต้องต่อด้วยไอศกรีมเคลือบช๊อคโกแลตสุดโปรดทุกวัน

เมื่อก่อน ตู้เย็น เป็นสิ่งแปลกใหม่ สำหรับคนสมัยนั้น พ่อซื้อตู้เย็นมาไว้ที่บ้านแช่น้ำแข็ง น้ำเย็น น้ำหวานสีแดง ๆ เขียว ๆ น้ำอัดลม แม่ก็ชอบซื้อโอเลี้ยงรสชาติหอมหวานจากข้างบ้าน ยิ่งอากาศร้อน ๆ ด้วยแล้ว  โอ๊ย…มันชื่นใจจริง ๆ   เรียกได้ว่าดื่มน้ำธรรมดาที่ไม่เย็นไม่ใส่น้ำแข็ง  ดื่มไม่เป็นกันเลยทีเดียว

อาหารที่แสนจะชอบรับประทานอยู่เป็นประจำ จะเป็นจำพวกลูกชิ้นเนื้อวัว มันตรงหัวกุ้ง ไก่ทอด ของทอด ๆ ทั้งหลาย อาหารอะไรที่ใส่ผักก็จะเขี่ยทิ้งหมด เพราะไม่ชอบ.. ทุก ๆ วันหลังเลิกเรียน ก็ยังชอบเดินออกไปหน้าปากซอยซื้อลูกชิ้นปิ้ง ปลาหมึก ไข่ปลาหมึกย่างกับน้ำจิ้มรสแซ่บ ๆ อีกด้วย

ตั้งแต่เด็กจนโต  เวลาเจออากาศเย็น จะเป็นหวัดน้ำมูกไหลเป็นประจำ  ช่วงเข้าสู่วัยมีประจำเดือน จะต้องไปใช้บริการห้องพยาบาลของโรงเรียนทุกเดือน เพราะมีอาการปวดท้องมาก หน้าซีด ผะอืดผะอม อาเจียน บางครั้งถึงกับเป็นลมด้วย มันทรมานจริง ๆ โดยที่เราเองไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงของปัญหาเลย

พอแต่งงานมีครอบครัว จึงเริ่มหันมาดื่มนมวัว ยิ่งช่วงตั้งครรภ์ก็ยิ่งดื่มมากขึ้น เพราะคุณหมอบอกว่า นมมีแคลเซียม ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง ในทีวีก็โฆษณารณรงค์ให้ดื่มนมกันเถอะ ประชาชนอย่างเรา ๆ ก็ต้องเชื่อสิ่งที่ออกสื่อ และคิดว่าคนทั่วไปก็คงเชื่อเช่นนั้น  เห็นฝรั่งเค้าตัวสูงใหญ่ พอมีลูกก็อยากให้ลูกแข็งแรง สูง ๆ แบบเค้าบ้าง

หลังคลอดลูก ด้วยความที่อยากลดน้ำหนัก  จึงคิดว่าการดื่มน้ำเข้าไปมาก ๆ ก่อนรับประทานอาหารและระหว่างรับประทานอาหารจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง และจะทำให้ผอมในที่สุด จึงพยายามทานน้ำแกงมาก ๆ ดื่มน้ำตามเข้าไปมาก ๆ หลังรับประทานอาหาร และพยายามกินผลไม้มาก ๆ เพราะคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีแบบธรรมชาติ โดยที่ไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วน จึงปฏิบัติเช่นนี้มาตลอด

อาหารมื้อเช้าของครอบครัวส่วนใหญ่จะเป็นไปตามแบบฉบับของตะวันตก ขนมปัง ไข่ดาว ไส้กรอก แฮม ตามด้วยนมสด มิหนำซ้ำบางวันยังตามด้วยน้ำส้มคั้นหรือน้ำผลไม้กล่องอีกด้วย ทุกอาทิตย์ก็จะหนีไม่พ้นพิซซ่า ไก่ทอด ไอศกรีม ช๊อคโกแลต ไปช็อบปิ้งห้างสรรพสินค้าทุกครั้งก็จะต้องมีขนบขบเคี้ยว มันฝรั่งทอดกรอบรสชาติใหม่ ๆ น้ำอัดลม นมสดหลาย ๆ แพ๊คในรถเข็นด้วยเสมอ

เมื่อลูก ๆ โตขึ้น ก็เริ่มเห็นความแตกต่างและข้อเปรียบเทียบของการดื่มนมวัวระหว่างลูก 2 คน ลูกชายที่ดื่มนมเยอะมาก ปรากฎว่าเป็นโรคภูมิแพ้ ส่วนลูกสาวที่ไม่ค่อยชอบดื่มนัก กลับไม่เป็น.. (แต่ด้วยความที่ปัจจุบันอยู่ในกรุงเทพฯ เมืองที่มีมลพิษมาก จึงอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นภูมิแพ้หายใจติดขัดได้)

เมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา ร่างกายของฉันเองก็เริ่มมีอาการส่อแววผิดปกติ คือ มีอาการชาที่มือข้างซ้าย จึงไปหาหมอที่ ร.พ.ตรวจสุขภาพ เจาะเลือด …..โอ้ ! คลอเลสเตอรอลสูง 297  เกินกว่าอัตราที่เค้าตั้งไว้มาก เพิ่งจะมาคิดได้ภายหลังว่าที่ผ่าน ๆ มา เรากินอาหารประเภทมีไขมันสูงมาตลอดนั่นเอง

เมื่อก่อนฉันจะชอบดูหนังชุดมาก พอเริ่มดูก็เริ่มติด ดูถึงเที่ยงคืนตี 1  ดึกๆ ทุกคืน!
ตื่นเช้ามาเตรียมอาหารให้ลูกไปโรงเรียนเสร็จก็จะง่วง นอนต่อ เพราะคิดว่าเป็นการนอนให้ครบ 8 ชั่วโมง (ความจริงมันไม่ใช่)..มากินข้าวเช้าตอน 10 โมงกว่า ขับถ่ายไม่เป็นเวลา (ขับถ่ายบ้าง ไม่ถ่ายบ้าง)

ต่อมาอาการป่วยต่าง ๆ ก็ตามมาเหมือนเงาตามตัว เป็นภูมิแพ้อย่างหนัก หายใจลำบาก กระแอมตลอดเวลา ปัสสาวะบ่อย ขี้หนาว หน้าซีด ง่วงซึม ปวดเบ้าตา ปวดศีรษะตลอดเวลาจนถึงขั้นปวดไมเกรน มึนงง บ้านหมุน  มีผื่นคันตามตัว หน้าบวม เท้าบวม มีอาการร้อนใน มีแผลในปากบ่อยมาก ขากรรไกรค้าง เป็นตะคริวที่เท้าบ่อย ปวดคอ บ่า ไหล่ หลัง ปวดหัวเข่า เจ็บเท้ามากเวลาเดินถึงขั้นเดินกระเผก เป็นโรคกระเพาะ แน่นท้อง เป็นกรดไหลย้อน มีสิวที่ไม่ใช่สิววัยสาวขึ้นเยอะมาก (ตอนอายุ 40 กว่า) ท้องเสีย ท้องผูก สลับกัน คลอเลสเตอรอลสูง ความดันสูง นอนไม่ค่อยหลับ ใจสั่น มือสั่น มีอาการชักบ่อย สุดท้ายเป็นโรคเครียด

ดูสิว่า ทำไมโรคช่างมากมายขนาดนี้ แถมยังต้องกินยาฉีดยาเป็นประจำ ช่างทรมานเหลือเกิน ทรมานมากจนไม่อยากจะอยู่บนโลกใบนี้

เมื่อ 3 ปี ที่ผ่านมา น้องสาวได้เอาหนังสือ “มหัศจรรย์ธรรมชาติบำบัด” มาให้อ่านและมีความหวังอีกครั้ง จึงรีบไปรักษากับคุณหมอแดง ได้รับคำแนะนำจากคุณหมอและหันมาศึกษาการรักษาสุขภาพอย่างจริงจัง ได้ศึกษาหาความรู้จากหนังสือสุขภาพหลาย ๆ ตำรา และศึกษาจากอินเตอร์เน็ตด้วย ถึงได้รู้ว่า การกินการอยู่ที่ผิด ๆ ไม่ได้ทำตามนาฬิกาชีวิต เป็นการทำร้ายร่างกายตัวเองโดยตรง ตัวเราเป็นผู้ก่อโรคขึ้นมาเองทั้งสิ้น

ฉันจะรักษาสุขภาพให้ดีอย่างนี้ตลอดไป..คิดว่าจะได้ไม่เป็นภาระของลูกหลานเมื่อยามฉันแก่ และเมื่อปี พ.ศ.2549 ฉันได้อุทิศร่างกายเพื่อการศึกษาแพทย์แก่ ร.พ. จุฬาลงกรณ์ และมอบอวัยวะทุกส่วนให้สภากาชาดไทยแล้ว ฉันคิดว่าไม่เพียงแค่รักษาร่างกายเพื่อตัวเอง แต่อย่างน้อย เมื่อเราจากโลกนี้ไปแล้ว อวัยวะและร่างกายที่ไม่เสียหายจากการรักษาสุขภาพของเรา จะสามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นได้บ้าง

จากความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จากความเคยชินที่ทำกันมาตั้งแต่เด็ก จากการไม่เข้าใจและไม่ศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ ป่วยก็หาหมอ กินยา ฉีดยา ซื้อยามากินเอง กินยาเข้าไปมาก สุดท้ายก็ไม่เหลือภูมิต้านทานอีกเลย กว่าจะเยียวยาได้ ใช้เวลายาวนานที่จะฟื้นฟูให้สภาพร่างกายกลับสู่สภาพปกติ แต่ฉันยังถือว่า โชคดี ที่รู้ทันก่อนที่จะสายเกินแก้”

31-05-2010

*คุยกับแม่ เรื่องของกินที่ชอบ ..น้ำแข็ง น้ำเย็น ไอศกรีมของโปรด และอาหารที่เราอยากจะกิน.. แม่บอกว่า นานๆ กินทีละกัน กินไปเถอะ ไม่งั้นเดี๋ยวจะเป็นโรคเครียดอีกโรค ฮ่าๆๆ ค่อยยังชั่วหน่อย 😀

ปัจจุบันนี้แม่ไม่ได้หาหมอมาเกือบ 6 ปีแล้ว จากที่เคยเข้าออก ร.พ. อาทิตย์ละหลายวัน กินยาเคมีเป็นกำ ๆ  ตอนนี้ป่วยก็รักษาให้หายได้เอง โดยต้องทำตามนาฬิกาชีวิต กินสมุนไพร กัวซา(ขูดพิษ) และทำดีท๊อกซ์  ..ซึ่งตัวเราเองก็รักษาแบบธรรมชาติบำบัดตามอย่างแม่

เมื่อเราเกิดจากธรรมชาติ เราก็ควรหันมาดูแลสุขภาพของเราด้วยวิธีธรรมชาติเช่นกัน

แล้วท่านล่ะคะ เมื่อรู้อย่างนี้แล้ว ควรจะต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งหลายที่ทำผิด ๆ กันมาหรือยัง ?

เป็นไข้…ทำไงหาย

ช่วงนี้เกิดอาการเป็นหวัดค่ะ ติดหวัดจากคนรอบข้างมา โดนไอจามใส่หน้า ตอนแรกคิดว่าแข็งแรงดี คงไม่เป็นอะไร

แต่พอดีเป็นช่วงที่พักผ่อนน้อย เชื้อโรคเลยตามราวีไม่เลิก

เมื่อ 2 วันก่อน ไข้ขึ้นค่ะ ขึ้นสูงพอสมควร พอรู้ตัวว่ามีอาการเจ็บคอ หัวหนักๆ แล้วไม่อยากจะกินยาปฎิชีวนะ

เพราะจะทำให้มึนและง่วงตลอดทั้งวัน ด้วยความที่ไม่อยากหยุดงาน จะทำยังไงดี

สิ่งที่ทำคือรีบกินยาสมุนไพรเข้าไปก่อนเลยค่ะ ที่บ้านจะมี 3 อย่างนี้ ติดอยู่เป็นเหมือนยาสามัญประจำบ้านเลยก็ว่าได้

แต่เวลาจะกินให้เลือกกินอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ ไม่ใช่กินพร้อมกัน เราต้องดูสรรพคุณของมันด้วย

IMG_1426

อย่างแรกเลยเรียงจากด้านซ้าย ยาสมุนไพร “ยาแคปซูลห้าราก”  (ยาถอนพิษ)

หาซื้อได้ตามร้านขายยาสมุนไพรทั่วไป

วิธีใช้ คือกินครั้งละ 2 แคปซูล วันละ 3 ครั้ง ก่อนอาหาร

สรรพคุณข้างกล่องระบุไว้ว่า ใช้ดับพิษร้อน แก้อาการหนาวๆ ร้อนๆ ปวดศีรษะ ร้อนใน กระหายน้ำ ตัวร้อน เจ็บคอ

ข้อควรระวัง คือคนที่สงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกไม่ควรกิน เพราะอาจบดบังอาการไข้เลือดออก

ไม่ควรใช้ในหญิงที่อยู่ในช่วงระหว่างมีประจำเดือนด้วย

ตัวถัดมาตรงกลางคือ “ย่านางแคปซูล”

ขนาดรับประทานคือครั้งละ 1-2 แคปซูล ขณะท้องว่าง หรือก่อนอาหาร 3 เวลา

สรรพคุณ เป็นพืชสมุนไพรฤทธิ์เย็น เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะไม่สมดุลแบบร้อนเกิน

ตัวสุดท้ายเป็นตัวที่นิยมกันมาก และน่าจะหาซื้อได้ง่ายที่สุดแล้ว เพราะร้านขายยาแผนปัจจุบันก็มีขาย

นั่นคือ “ฟ้าทะลายโจร”

วิธีรับประทานคือ กินครั้งละ 3-5 แคปซูล เช้า-เย็น ก่อนอาหาร

สรรพคุณ ช่วยแก้ไข้ แก้ไอ เจ็บคอ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ต่อมทอนซิลอักเสบ

*แต่คนที่มีความดันต่ำไม่ควรกินฟ้าทะลายโจร เพราะอาจทำให้มีอาการมึนศีรษะและวูบได้

และฟ้าทะลายโจร ยังไม่ควรกินติดต่อกันนานเกิน 7 วัน เพราะจะทำให้ร่างกายเย็นเกินไป เลือดหมุนเวียนได้ไม่ดี

** ข้อดีของยาสมุนไพรคือ ไม่กัดกระเพาะ และไม่ทำให้ง่วง ซึม

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยในการลดไข้ได้ นั่นก็คือ “การขูดกัวซา”

อุปกรณ์มีดังนี้

ไม้กัวซา จะเลือกลักษณะรูปทรงอื่นก็ได้ หรือใช้ช้อนกระเบื้อง หรืออะไรก็ได้ที่มีลักษณะมน ไม่บาด จับถนัดมือ

IMG_1376

ส่วนที่ใช้ทาตัวก่อนกัวซา มีให้เลือกใช้ได้หลายอย่าง เช่น ยาหม่อง น้ำมันมะรุมสกัดเย็น น้ำมันตะไคร้ น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นต้น

เมื่อเป็นหวัด ให้ขูดกัวซาจากต้นคอลงมาถึงกระดูกข้อที่ 7 จำนวน 30 ครั้ง

และขูดจากข้างต้นคอไล่ลงไปที่บ่าไหล่ ทั้งซ้าย และขวา ข้างละ 30 ครั้ง

(ควรขูดจากบนลงล่าง ไม่ขูดย้อนไปย้อนมา และขูดแรงพอสมควร ไม่ขูดแรงจนเกินไป)

อาการที่เป็นหวัดจะค่อยๆ ดีขึ้น และควรจิบๆ น้ำอุ่นตลอดทั้งวันด้วย

ถ้ามีอาการเป็นไข้ ตัวร้อนด้วย ให้ขูดกัวซาตามด้านบนที่ได้กล่าวมาแล้ว

และสามารถขูดได้ตลอดทั้งตัว ตามแขน ตามขา และด้านหลังด้วย

(ขูดลง) หลายๆ ครั้ง และเช็ดตัวบ่อยๆ จะทำให้ไข้ลดได้

*ทุกครั้งที่จะขูดพิษ อย่าลืมทาน้ำมันก่อนนะคะ เพื่อว่าเวลาขูดจะไม่เสียดสีกับผิวหนังเรามากเกินไป

*ช่วงเวลาขูดพิษอยู่ อย่าให้โดนลม

*กรณีถ้าอาการเป็นไข้ยังไม่หาย ให้ทำซ้ำอีกวันค่ะ

*เมื่อมีอาการปวดบ่าไหล่ ก็สามารถขูดพิษร้อนตรงบ่าไหล่ได้

*เมื่อมีอาการผื่นคัน ก็สามารถขูดพิษบริเวณที่คันได้

ถ้าพิษออกหมดแล้ว เลือดลมก็จะหมุนเวียนสะดวก อาการคัน หรืออาการเจ็บปวด ความเมื่อยก็จะค่อยๆ จางลง เบาบางลงค่ะ

ไม่แนะนำโลชั่นนะคะ เพราะจะไปอุดตันได้ ถ้าไม่มีอะไรจริงๆ อาจใช้น้ำเปล่าแทนก็ได้

ได้ทำคลิปสาธิตวิธีการขูดกัวซามาให้ชมกันค่ะ เป็นการขูดพิษร้อนออกจากร่างกาย ทำให้ไข้ลด

สามารถขูดได้ทั้งตัว หลัง บ่า ไหล่ แขน ขา

IMG_1384

IMG_1386

ขูดแล้วเป็นรอยแดงขึ้นมา ไม่ต้องตกใจนะคะ นั่นคือพิษร้อนออกแล้ว..สักพักเดียวรอยแดงนั้นก็จะหายไป

การรักษาอาการไข้แบบธรรมชาติบำบัดทำให้ไม่อ่อนเพลียมาก ยังสามารถลุกไปทำอะไรต่อมิอะไรได้อยู่

และที่สำคัญคือ กินอาหารลงด้วย วันที่เป็นไข้ยังเอร็ดอร่อยกับการกินอาหารได้อยู่เลย

ยังไงช่วงนี้ใครป่วยอยู่ ก็รักษาร่างกายให้แข็งแรง หายไวๆ นะคะ 🙂

IMG_1387

กินผลไม้อย่างไรให้ได้ประโยชน์

shutterstock_61041577

บ่อยครั้งที่เรามักติดนิสัยกินข้าวหรืออาหารหลักเสร็จแล้วต่อด้วยการกินผลไม้ทันที

แท้จริงแล้วหลังจากการรับประทานอาหาร ไม่ควรทานผลไม้ทันที

โดยเฉพาะผลไม้ที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ส้ม สาลี่ ชมพู่ ฝรั่ง แตงโม ฯลฯ

มีเหตุผล เพราะผลไม้ที่เรากินเข้าไปนั้นจะย่อยเร็วกว่าอาหาร อาหารยังย่อยไม่ทันจะเสร็จ

ผลไม้ก็ค้างเติ่งอยู่ในกระเพาะ ร่างกายดูดซึมสารอาหารจากผลไม้เหล่านี้ไม่ได้

พอไปถึงลำไส้ เมื่อถึงคิวที่ลำไส้จะได้ดูดซึม มันก็เน่าเสียไปหมดแล้ว จึงไม่เกิดประโยชน์และกลายเป็นโทษ

ถ้าจะทานผลไม้ควรทานก่อนหรือหลังอาหารสัก1-2 ช.ม.

ขณะท้องว่างเพื่อให้ร่างกายได้ดูดซึมวิตามินสารอาหาร และไม่รบกวนระบบการย่อย

ผลไม้บางอย่างกินมากเกินไป ก็ทำให้เกิดโทษได้เช่นกัน เช่น ฝรั่ง ที่อาจจะเป็นความเข้าใจที่ว่ากินแล้วมีวิตามินซีเยอะ

แต่ฝรั่งนั้น จริงๆแล้วมีฤทธิ์เย็น กินมากก็ทำให้ท้องอืดได้

ส่วนกล้วยหอม กินแล้วสร้างแก๊สมาก ทำให้เกิดแก๊สในกระเพาะและลำไส้ อาจทำให้เราไม่สบายตัวเวลากินเข้าไป

หรือแม้แต่ส้มเขียวหวาน ที่ว่า มีวิตามินซีมากเช่นกัน

แต่ถ้าตอนเราเป็นหวัดมีน้ำมูกใสๆ ไหล ก็ไม่ควรกิน เพราะฤทธิ์ของส้มเย็น

จะทำให้ร่างกายซึ่งเย็นอยู่แล้ว ยิ่งเพิ่มความเย็นเข้าไปอีก กินแล้วจึงทำให้เราหายใจไม่ออก

รู้อย่างนี้แล้ว ก็ลองปฏิบัติตามดูนะคะ เพื่อสุขภาพที่ดี 🙂

หอบหืด

630

โรคหอบหืดเป็นโรคที่ปัจจุบันนี้ หลายคนกำลังเป็นกันมากขึ้น

มีทั้งแบบที่เป็นโดยรู้ตัว (อาการหนัก) กับการเป็นแบบไม่รู้ตัว (อาการไม่หนัก อาจนึกว่าเป็นโรคภูมิแพ้)

บางคนมีอาการหายใจไม่ทันจนกระทั้งเสียชีวิตไปก็มี

ซึ่งลักษณะอาการนั้นก็มีความคล้ายคลึงกับการเป็นโรคภูมิแพ้

ลักษณะอาการ คือจะมีอาการหายใจลำบาก

หายใจเข้าได้เพียงนิดเดียว แต่จะหายใจออกยาวมาก และมีอาการเหนื่อย

หรือบางคนอาจมีอาการแน่นหน้าอก หายใจแล้วเจ็บหน้าอก

บางคนจะคิดว่าโรคหอบหืดเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่สะอาด หรือเป็นลักษณะทางพันธุกรรม

แต่นั่นก็เป็นแค่ส่วนหนึ่ง จริงๆ แล้วมีสาเหตุมาจากลักษณะการกินอยู่ของเราด้วย

โรคหอบหืดส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคที่เกิดจากปอด เมื่อปอดเย็นก็จะไม่สามารถขับพวกของเหลว เสมหะต่างๆได้

นอกจากนั้นยังเกี่ยวกับไต ม้าม กระเพาะ ซึ่งบางคนอาจจะคิดว่าไม่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจริงๆ แล้วมันเกี่ยวกันหมด

ม้ามเย็น ปอดเย็นก็ทำงานไม่ได้ หายใจลำบาก ระบบระบายของเสียของไตผิดปรกติ กระเพาะไม่ย่อย ทำให้แน่นอึดอัด

ที่เขียนขึ้นมานี้คงไม่พูดถึงเรื่องเทคนิคเกี่ยวกับอวัยวะอะไรมากมาย เพราะเป็นเรื่องที่มีคนเขียนและสามารถหาอ่านได้

แต่จะยกตัวอย่าง และบอกวิธีปฎิบัติตัวเพื่อป้องกันหรือบรรเทาอาการให้ลดน้อยลงได้

ในเรื่องของการรับประทานอาหารการกินนั้นเป็นเรื่องสำคัญ หากกินแบบผิดๆ จะมีเสมหะ ลิ่มไปอุดตันทำให้หายใจลำบาก

ลองสังเกตเวลารับประทานอาหารจำพวกนี้ จะมีเสมหะจำนวนมาก

การทำให้ไม่มีพวกเสมหะอุดตันเป็นลิ่มทำได้โดยการไม่รับประทานอาหารจำพวกที่มีอุณหภูมิเย็น

งดน้ำเย็น น้ำแข็ง น้ำอัดลม นม และผลิตภัณฑ์จากนม เนย ครีม ชีส น้ำเต้าหู้ เค้ก คุกกี้ ไอกรีม ข้าวขัดขาว แป้งขัดขาว

ผลไม้ที่หวานเกินไป และพวกเนื้อสัตว์..

ให้ทานเป็นข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ฝ(ปลาได้บ้าง-ย่อยง่าย) ก็จะทำให้ร่างกายขับของเสียได้ดี เลือดลมก็จะเดินได้สะดวก

คนที่เป็นหอบหืดส่วนใหญ่กินอาหารแล้วจะไม่ค่อยย่อย เมื่ออาหารไม่ย่อยก็จะเกิดแก๊สในกระเพาะดันขึ้นมา จะทำให้เกิดอาการหายใจไม่ออก

ยกตัวอย่าง กรณีลูกพี่ลูกน้องคนหนึ่งดื่มน้ำอัดลมตามคุณพ่อ ตั้งแต่ตัวตัวเล็กๆ  ขวบสองขวบจนกระทั่งโตหน่อย

พอโตมาก็เป็นโรคภูมิแพ้ หายใจไม่ออก หายใจแล้วเหนื่อย มีอาการหอบด้วย ต้องเข้าโรงพยาบาลบ่อยครั้ง

รักษากินยา ฉีดยา พ่นยา เท่าไหร่ก็ไม่หาย จนหลังๆ คุณแม่ของน้องได้หันมารักษาและศึกษาตามแนวธรรมชาติ ไม่กินอาหารที่ว่ามาข้างต้น

อาการก็ดีขึ้นๆ จนปัจจุบันหายแล้ว

เรื่องการรับประทานอาหารจำพวกนี้ บางทีก็เกิดขึ้นกับตัวเอง ด้วยความที่เห็นของหวานจำพวกเค๊ก คุ๊กกี้ ไอศกรีม ชานม ช็อคโกแล็ต

แล้วหน้าตาน่าทาน หวานอร่อย ยั่วน้ำลายเหลือเกิน จนอดใจไม่ไหว ก็รับประทานเข้าไป แบบลืมคิดถึงผลที่ตามมา

พอหลังจากรับประทานเข้าไปแล้ว ช่วงระยะเวลาหนึ่ง ก็จะเห็นผลทันทีในวันเดียวกัน

คือจะมีอาการหายใจลำบาก หายใจแล้วเหนื่อย

มีอาการหายใจเข้าได้สั้น หายใจออกยาว แน่นหน้าอก เพราะลิ่มของอาหารพวกนี้ไปอุดตัน

คิดขึ้นมาได้ก็จะรู้สึกว่าไม่น่าไปกินเลย กินแล้วมาทรมานทีหลัง แล้วมันก็จะเป็นอย่างนี้ทุกครั้ง แล้วเราจะรังแกร่างกายตัวเราเองทำไม

ระยะหลังมานี้ พอรู้ตัวก็จะรับประทานอาหารจำพวกนี้น้อยลงไปมาก แทบไม่ทานเลย นอกจากเวลาที่อยากมากจริงๆ ก็นานๆ ทีละกัน ^^

สำหรับคนที่เป็นหนักอาจจะค่อยๆ ลดยาลง หันมาใช้วิธีดูแลตัวเอง และรักษาตัวเองแบบธรรมชาติมากขึ้น จะได้ไม่ต้องพึ่งพายาไปตลอดทั้งชีวิต

มีวิธีช่วยเหลือเมื่อเกิดอาการหอบหืด อีกวิธีหนึ่ง นั่นคือการนวด โดยสามารถนวดได้ทั้งตัว โดยเฉพาะการนวดกดจุดที่ฝ่าเท้า

เพื่อให้เลือดลมในร่างกายไหลเวียนได้ดี

 

By @linching2