Walt Disney World – ข้อมูลทั่วไป

ถ้าจะให้ไป Disney ที่แรกในชีวิต ก็คงจะเป็นอเมริกาแหละ ที่ดูจะเป็น Original สุด

จริงๆแล้วดิสนีย์ที่แรกเลย คือ Disneyland LA แคลิฟอเนีย ที่เปิดเมื่อ 17 กรกฎาคม 1955 ซึ่ง มี 2 ปาร์ค คือ

  1. Amusement Park
  2. Theme Park

เคยไปญี่ปุ่นมาหลายครั้ง เคยไปฮ่องกง ฝรั่งเศส แต่สุดท้ายก็เลือกไม่เข้าดิสนีย์ เลือกที่จะไปที่อื่น และ Walt Disney World , Orlando เป็นดิสนีย์ที่แรกที่มา

Walt Disney World เป็นดิสนีย์ที่สร้างหลัง Disneyland เปิดเมื่อ 1 ตุลาคม 1971 ในปี 2021 ก็จะครบรอบ 50 ปี เค้าบอกว่าคนมาเที่ยวดิสนีย์เวิลด์ต่อปี ประมาณ 50 ล้านคน หูยยยยยย

นี่เป็นหนังสือที่อ่านเมื่อ 24 APR 2561 แล้วรู้สึกว่า อยากไปจังเลย แต่ตอนนั้นก็คิดนะ ว่าคงไม่มีโอกาสได้ไปหรอก อย่างที่เคยบอกไว้ใน EP.1 อธิบายย่อๆของหนังสือเล่มนี้ Magical Moments คือมีน้องคนนึง ที่เค้าพยายามไปฝึกงานที่ Walt Disney World แล้วเค้าก็เล่าให้ฟังว่ามันใหญ่มาก มันเยอะมาก อ่านจบแล้วก็ตามที่เขียนในแคปชั่นนั่นแหละ ว่าอยากไป และทำให้มีแรงบรรดาลใจ ลองไปหาอ่านกันดู

S__33644623

โห ไปดิสนีย์เป็น 10 วัน ต้องเบื่อแน่เลย เพราะมันอยู่แต่ในนั้นแค่นั้น เป็นคำพูดที่เราได้ยินตอนก่อนจะไปจากคนรอบตัว และเหมือนตัวเราก็ห่างหายจากดิสนีย์เพราะความโตขึ้น ความเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาเยอะแล้ว แต่เราเองก็โตมากับเจ้าหญิงดิสนีย์ ก็คิดว่าคงน่าจะอินได้อยู่แหละ

Walt Disney World ก่อตั้ง เมื่อ  1 ตุลาคม 1971 โดยคุณ วอลเตอร์ เอเลียส ดิสนีย์ (Walter Elias Disney)

เช้าวันแรกของการเที่ยว ที่ไม่ได้นอนเลย และหิวมาก เลยรีบแต่งตัว รอสว่าง จอง Fastpass เพื่อให้เล่นเครื่องเล่นที่ต้องต่อคิวนานๆได้ก่อน ใน Application Disney World

ชื่อแอพ My Disney Experience by Disney

สำหรับ IOS : https://itunes.apple.com/th/app/my-disney-experience/id547436543?mt=8

แอพนี้รูปกลาง คือมีแอพนี้แอพเดียวก็จบ ส่วนอีกแอพนึงชื่อ Play Disney ไว้สำหรับเล่นระหว่างรอคิว มีเพลงดิสนีย์

S__33652755

ซึ่งจริงๆแล้วเค้าจองล่วงหน้าได้ ผ่านแอพเลย ถ้ามีตั๋วเข้าแล้ว จองได้ก่อน ประมาณ 60 วัน มั้ง แต่ด้วยความที่งงๆเรื่องที่พัก และตั๋ว เลยทำให้ต้องจองในวันที่เราไปถึงเลย ซึ่งมันก็เหลือให้ Fastpass ได้อยู่ไม่เยอะ

การเข้า Park ของเรา เป็นแบบ 8 วัน เข้าวันนึงได้หลายปาร์ค เข้าสวนน้ำได้ 1 ที่ (แพคเกจของเราคือซื้อรวมไปกับที่เรียนแล้วเลยราคาถูกกว่าปกติ ซึ่งก็แพงอยู่ดี 55) แฟนเราให้สิทธิ์ของแฟนเรากับเรา แล้วของเค้าซื้อแค่วันที่เหลือ ที่ไม่ได้เรียนเพื่อเข้าไปเล่น

Ticket

การขายตั๋วเข้าปาร์ค ของดิสนีย์เวิลด์มีหลายแบบด้วยกัน ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกหมดมั้ย แต่ประมาณนี้ (ใครอ่านแล้วจะไปลองเช็คจากเว็บอีกที

  1. Park per Day Ticket คือตั๋วที่เข้าได้ 1 ปาร์คต่อวัน ซึ่งเข้าวันไหนก็ได้  มีอายุประมาณ 14 วัน ตั๋วอันนี้คือจะถูกสุด
  2. Disney Park Hopper จะเข้าได้ทั้ง 4 ปาร์ค ต่อวัน (แต่เอาจริงๆคือเข้าหลายปาร์คต่อวันนี่มันเหนื่อยมากเหอะ อันนี้เราไม่ค่อยแนะนำ ถ้าไม่ได้เป็นคนที่อยู่อเมริกา หรืออยู่เมืองนั้นอยู่แล้ว)
  3. Disney Park Hopper Plus จะเข้าได้ทั้ง 4 ปาร์ค ต่อวัน และสามารถไปสวนน้ำ ได้อีก 2 ที่ และเข้าพวกสนามกอล์ฟได้
  4. Annual Pass จะเป็นตัวรายปี ซึ่งก็จะเข้าได้หมด มีสิทธิ์พิเศษเวลาจะเข้าปารืคก่อน มีส่วนลดร้านค้า ร้านอาหาร
  5. ซึ่งนอกเหนือจากนี้ เค้าจะมีสิ่งที่เรียกว่า Extra Magic Hours คือสามารถที่จะจ่ายตังเพิ่ม เพื่อเล่นในปาร์คนอกเหนือเวลา เหมือนจะได้ ประมาณ 3 ชั่วโมง 125 usd เช่นในช่วงเช้า หรือหลังจากที่ปาร์คปิดสำหรับคนทั่วไปแล้ว
  6. ไม่รู้มีนอกเหนือจากนี้อีกรึเปล่า ลองดูเว็บ Official เอา

** ที่สำคัญเลย คือ ไม่ซื้อตั๋วมือสองเพราะคิดว่าถูกนะจ๊ะ เพราะการเข้าปาร์ค คือต้องใช้นิ้วเราในการแสกนด้วย

Park

Walt Disney World แบ่งเป็น 4 ปาร์ค 2 สวนน้ำ

4 ปาร์ค

  1. Magic Kingdom
  2. Animal Kingdom
  3. Hollywood Studio
  4. Epcot

2 สวนน้ำ – ซึ่งตอนที่เราไป มีสิทธิ์เข้า 1 สวนน้ำ แต่กลัวหนาว เลยไม่ได้ไป

  1. Disney Typhoon Lagoon เปิดเมื่อ 1 June 1989 มาในธีมพายุทำลายอ่าว ที่นี่เค้าบอกว่าเป็น Waterpark ที่ฮิตที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก
  2. Disney Blizzard Beach เปิดเมื่อ 1 Apr 1995 มาในธีม Ski Resort

และยังมีส่วนที่เป็นที่ช้อปปิ้งกินข้าว และเข้าฟรีอีก 2 ที่ คือ

  1. Disney Spring (สามารถเดินทางโดยรถบัสจาก Resort หรือ ปาร์ค)
  2. Disney Boardwalk เปิดเมื่อ 1 July 1996 (อยู่ตรงกลางระหว่าง Epcot กับ Hollywood Studio เดินไปได้ หรือไปทางเรือ แต่ครั้งนี้ไม่ได้ไป) เป็นที่ช้อปปิ้งกินข้าวเย็นแนว Night Life การดีไซน์ เป็นแนว Mid-Atlantic seaside Village ยุค 1990

การเดินทางใน Disney World

  1. Monorail – เป็นรถไฟฟ้า ที่เชื่อมต่อระหว่าง Disney Resort กับ Magic Kingdom และ Epcot คือโรงแรมที่มี Monorail ก็จะมีสถานีของมันที่สามารถขึ้นรถไฟฟ้าได้เลย
  2. รสบัส (Disney Bus System) – วิ่งฟรีไปกลับจากโรงแรมที่เราอยู่ ไปตามปาร์คต่างๆที่นอกเหนือจากที่ Monorail วิ่งถึง จะมีป้ายบอกเวลาชัดเจนว่าจะจอดรับเวลาใด
  3. เรือ – อันนี้ไม่ได้ลอง ไม่รู้ขึ้นยังไง
  4. เดิน – ถ้าโรงแรมอยู่ใกล้ๆ เช่น โรงแรมที่เราอยู่ เดินไป Magic Kingdom ไวกว่านั่งรถไฟฟ้า
  5. Minnie Van – เป็นรถเก๋งสีแดงลายมินนี่จุดๆ คนขับ เป็นพนักงานดิสนีย์ (Disney Cast Member) เช่าได้ทุกวัน 6.30- เที่ยงคืนครึ่ง ค่าใช้จ่ายจะขึ้นอยู่กับระยะทาง ก็จะประมาณ 25$ ซึ่งจะมีแอพ Lyft ให้เรียกได้ สามารถจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตได้ เหมาะกับครอบครัวที่บางทีมีเด็กเล็ก เพราะมี Carseat ให้ด้วย
  6. Uber – ราคาสูง
  7. Lyft – เป็นแอพเรียกรถ เหมือน Uber ราคาสูง
  • คือถ้าโดยสารทางอื่นได้ก็ไม่จำเป็นต้องใช้พวก Minnie Van, Uber หรือ Lyft เพราะเปลืองตัง แต่ข้อดีของมันก็อาจจะประหยัดเวลา และระยะทางในการเดินมากกว่าแหละ และสามารถเรียกได่เวลาที่การขนส่งอื่นๆหยุดแล้ว

การสื่อสาร

มีฟรี Wifi ที่โรงแรม และทุก Park ซึ่งเป็น Free Wifi ที่เร็วใช้ได้เลย คือของเค้าทั้งวันเลยอะ ก็ไม่มีปัญหาอะไร

ข้อมูลทั่วไปก็จะประมาณนี้ ถ้านึกอะไรออกก็จะมาอัพเดทเพิ่มเติม

** ข้อมูลทั้งหมดที่เป็นของดิสนีย์ ผู้เขียนรวบรวมและไปมา อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปี หรืออื่นๆ คนสนใจไปลองหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ

Walt Disney World – Contemporary Resort

ชาตินี้ฉันคงไม่ได้ไปอเมริกา
ประโยคที่พูดกับตัวเองเมื่อต้นปี 2018
ประเทศที่ไกลแสนไกล ประเทศที่ค่าใช้จ่ายการเดินทางสูง
ประเทศที่ไม่ได้มีจุดสนใจอื่นๆที่อยากไปเหมือนประเทศอื่นๆ

วันหนึ่ง แฟนฉันโทรมาถามว่า ถ้าเธอไปเที่ยวคนเดียว เธอจะไปมั้ย

ไปไหนล่ะ เที่ยวต่างประเทศคนเดียวก็ไปได้อยู่ พอฟังว่าอเมริกา

ฉันรีบตอบตกลง ยังไงก็เที่ยวได้ ถึงแม้ภาษาจะไม่เก่ง ถึงแม้ว่าจะไม่มีเพื่อนเลยตลอดทั้งทริป ฉันก็คิดว่าฉันสามารถไปได้

แฟนเราตั้งใจจะไปเรียนหลักสูตร Disney อะไรซักอย่างที่อเมริกา โอ้โห จำเป็นต้องไปเรียนถึงที่นู่นเลยมั้ย

แต่เค้าว่าสถาบันดิสนีย์ที่นั่นเป็นสุดยอดของงานบริการที่น่าไปเรียนมากที่สุด

ฉันแค่ถามว่าเรามีตังมากพอที่จะไปใช่มั้ย เพื่อที่จะยืนยันว่า ไปแล้วกลับมาจะมีตังกินข้าวอีก 2-3 เดือน เพื่อที่จะหาเงินใหม่ เอาจริงๆคือเสี่ยงไปแล้วค่อยกลับมาหาเงิน ดีกว่า เสียดายเงินแล้วตายก่อนที่จะไป นี่คือความคิด

เมื่อตกลงปลงใจว่าอยากจะไปแน่ๆ คราวนี้ก็มานับจำนวนวันว่าจะไปกี่วัน คือต้องหายไปจากการทำงานเกือบครึ่งเดือน รวมถึงนับเวลากลับมาเผื่อเวลา Jetlag ด้วย ก็ ครึ่งเดือนพอดี นั่นหมายความว่าต้องจากบ้าน ห่างหมา ครึ่งเดือนกันเลยทีเดียว

ก่อนที่จะได้รู้ว่าจะได้ไปรึเปล่า ต้องมั่นใจก่อน ว่าทำวีซ่าผ่าน ถึงจะทำขั้นตอนอื่นๆได้ ทำให้เราต้องเตรียมตัวเรื่องทำวีซ่าอยู่นานพอควรเลย ทำวีซ่าช่วงเดือนกันยายน เมื่อปี 2018 ตอบคำถามผิดๆถูกๆอีก ใจตุ้มๆต่อมๆ จนในที่สุดก็ได้ไป

หลังจากได้วีซ่า 10 ปี อเมริกา แล้ว เรารู้สึกว่าการเที่ยวคนเดียวในเมืองต่างชาติต่างภาษาแบบที่ไม่ได้ไปกับทัวร์ แล้วแพงมากนั้น เราคงต้องทำการบ้านไปดีซักหน่อย เราจะเดินทางในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2019

นี่เรากำลังจะได้ไปดิสนีย์เวิลด์ ที่อเมริกา….เรากำลังจะได้ไปอเมริกา

มีเวลาประมาณ 4 เดือน ในการเตรียมตัว แต่ด้วยความที่งานเยอะมากๆ สุดท้ายก็มาเริ่มเอาประมาณเดือนมกราคม 2019 เราหาข้อมูลค่อนข้างเยอะ แต่สุดท้ายข้อมูลที่อยู่ในเนตมันเยอะมากๆจนไม่สามารถที่จะศึกษาได้หมด แค่เตรียมตัวแบบคร่าวๆ มีดูคลิปยูทูบเครื่องเลนบ้างว่าอันไหนน่าเล่น อันไหนที่ไม่ต้องเล่นก็ได้

นับว่าเป็นการทำการบ้านเรื่องเที่ยวมากที่สุด เท่าที่เคยเที่ยวมาตลอดทั้งชีวิต ยิ่งค้นข้อมูล ยิ่งพบว่า Disney World มันใหญ่มาก มันมีดีเทลเยอะมาก และที่สำคัญที่สุด เรากลัวมากๆ เรื่องการเดินทาง กลัวว่าจะหลง เพราะแต่ละ Theme Park มันอยู่ห่างกัน ซึ่งต้องนั่งรถบัสไปเอง โดยที่แฟนเราไม่ได้ไปด้วย เพราะเค้าต้องเรียน

ถึงกับต้องทำ Note  ไว้ ว่าแต่ละ Park มีอะไรบ้าง ถึงจะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด

S__33620001

เราเดินทางคืนวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2019 – 18 กุมภาพันธ์ 2019 ตอนแรกก็ยังงงๆเรื่องการนับวันเที่ยวว่าได้กี่วัน แล้วไปถึงวันอะไรยังไง สรุปคือได้เที่ยวทั้งหมด 9 วัน โดยมีแฟนเราเที่ยวด้วย 4 วัน นอกนั้นวันที่เหลือคือฉายเดี่ยว

ถึงเวลาต้องจัดกระเป๋า ก็ยังงงๆกับสภาพอากาศในเมือง Florida , Orlando เดี๋ยวก็ 10 กว่าองศา เดี่ยวก็ร้อนคล้ายบ้านเรา จัดเสื้อผ้าไม่ถูก ยัดเสื้อผ้าลงกระเป๋าก็ไม่ค่อยจะลง เลยเตรียมทั้งแขนยาว ขายาว แขนสั้น ขาสั้นไปเผื่อๆ

เนื่องจากเมืองฟลอริด้า (Florida) เป็นเมืองร้อน จนได้ชื่อเล่นว่า the Sunshine State อุณหภูมิก็จะเป็นอากาศที่เราอยู่ได้ ถ้าเทียบกับรัฐอื่นๆในอเมริกา ที่หนาวเหน็บ

เดือนที่ร้อนที่สุดจะเป็นเดือน July อุณหภูมิประมาณ 28 -31 องศา

Jan จะหนาวสุด เฉลี่ยประมาณ 15 องศา ในตอนกลางวัน แต่ถ้ากลางคืน หรือเช้าก็จะลงไปเลขตัวเดียว

ฝนคิดจะตกก็ตกได้ในทุกฤดู ตลอดปี ช่วง June – Sep จะเป็นฤดูฝน

ช่วง Nov อากาศจะแห้งสุด ฝนไม่ค่อยตก

วันเดินทาง เราเรียก รถมารับ เพราะไม่อยากขับรถไปจอดที่สนามบินนานๆหลายวัน

ไปกับสายการบิน ANA นี่ก็เพิ่งเคยนั่ง Business Class ครั้งแรก ด้วยความที่เดินทางไกล ไม่อยากทรมานสังขาร เลยยอมที่จ่ายแพงเพื่อแลกกับการนอนสบาย ก็จะติดใจกับ Business Class แล้วล่ะ

S__33619976

ขึ้นเครื่องปุ๊บ ได้เวลานอนพอดี กินเสร็จปุ๊บ ก็หลับเลยจ้า หลับยาวจนเครื่องลงที่ Narita ญี่ปุ่น

DSC02802

S__33619977

แล้วก็เนี่ยแหละ เพิ่งเคยเข้า Lounge มีเข้าที่ไทยมาแล้ว แต่เห็นที่ญี่ปุ่นแล้วก็ชอบจัง

S__33619978

คือของเค้าดูสะอาดสว่างบอกไม่ถูก

S__33619979

S__33619982

ให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ห้องสมุด

DSC02803

กินต่ออีก เป็นอาหารเช้าที่ญี่ปุ่น

S__33619981

ดูวิวเครื่องบิน เปิดคอมทำงานไป

S__33619980

ได้เวลาหลับยาว ข้อดีของการนั่ง Business Class คือ สั่งอาหารได้ตลอด และมีอาหารเสริฟให้เป็นปกติอยู่แล้ว ซึ่งแอร์ญี่ปุ่นที่คิดว่าเราเป็นสาวญี่ปุ่น มาบริการให้ก็น่ารัก

อันนี้อร่อยดี หอยเชล

S__33619983

จริงๆก็อร่อยเกือบทุกอย่าง หรือตะกละไม่รู้

S__33619984

กินไปกินมา เอ้าอิ่ม กินไม่หมด

S__33619985

แต่เราสามารถต่อของหวานได้ แอร์บอกแล้วว่านี่มีแอลกอฮอล์นะจ๊ะ กินไปเสร็จปุ๊บ ผะอืดผะอมหนัก ทรมานไปอีก

S__33619986

ประเด็นคืออยากนอน แต่ด้วยความที่หลับไปแล้ว เลยไม่ง่วง เปิดหนังดูก็เวียนหัว ก็ดูบ้างปิดบ้าง เลยนั่งนิ่งๆไปยังงั้น ตลอด 10 กว่าชั่วโมง เพิ่งรู้สึกถึงความทรมานอย่างแท้จริง ที่คนสมัยก่อนเค้าบอกว่าเปิดดูหน้าต่างแล้ว หน้าต่างอีก ก็ไม่ถึงซักที อะไรแบบนั้นเลย แล้วพอไม่หลับ ก็เลยปวดฉี่บ่อย เข้าห้องน้ำเป็น 20-30 รอบ ลำไส้แปรปรวนอีก น่าจะเป็นคนที่เข้าห้องน้ำบ่อยสุดในเครื่องแล้วมั้ง

สามารถสั่งอาหารเพิ่มเติมได้ตลอดการเดินทาง แต่ด้วยความที่เอียนมากๆ เลยไม่สั่งอะไรเลย รอกินอีกทีตอนที่เค้าเสริ์ฟก่อนเครื่องจะลงที่ ฮุสตัน

S__33619987

ถึงฮุสตัน กว่าจะออกมาได้ ผ่านตม. หน้าโหด แล้วก็พบบัดเดี๋ยวนั้น ว่าจากฟังภาษาอังกฤษในหนังพอจะทัน ไปถึงที่นั่นจริงๆคือฟังใครไม่ทันเลยจ้า ทั้งตม. ทั้งเจ้าหน้าที่ ต้องฮะ อยู่หลายรอบมาก แล้วทุกคนทำเสียงดุ น่ากลัวกันหมดเลย นี่ขนาดไม่ได้ทำไรผิดยังกลัว

S__33619988

จะต้องไปรับกระเป๋าจากที่นึง ซึ่งเค้าให้แฟนเราไปคนเดียว แล้วให้เรานั่งรอ คือรอนานจนแบบ แฟนข้าจะโดนตรวจอะไรมั้ย เค้าค่อนข้าง Strict มากๆๆๆๆๆ ในทุกๆเรื่อง กว่าจะผ่านออกมาได้คือแอบกดดันมากที่สุดเลยตั้งแต่เคยไปเที่ยวมา ตัวเกร็งไปหมด

ต้องเดินแบบรีบๆไปขึ้นเครื่องลง Orlando เป็นเครื่องภายในประเทศ นั่งกันแบบชิลๆ ประมาณ ชั่วโมงกว่าๆก็ถึง

อาหารบนเครื่องก็กินไม่ค่อยจะลง ยังมีความอึนๆไมได้นอนอยู่ โยเกิร์ต มีความเข้มข้นสุด

s__33619989.jpg

ถึงแล้ว Orlando ฟ้าใสมากๆ

S__33619990

หลังจากรับกระเป๋าเรียบร้อย มีป้ายบอกทางไป Disney’s Magical Express ซึ่งถ้าเราซื้อตั๋วอยู่แล้ว เราก็ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนการขึ้นรถนี้ ตอนแรกคิดว่าเป็นรถไฟ แต่มันคือรถบัส (ขนาดหาข้อมูลมาแล้วยังงงเลย) มาถึงก็เจอมิกกี้เมาส์แล้ว รู้สึกว่ารถจะวิ่งช่วงประมาณตี 5 – 4 ทุ่ม

S__33619991

นี่คือรถบัส Disney’s Magical Express จริงๆเราสามารถที่จะฝากกระเป๋าให้เค้าเอาไปส่งที่โรงแรมได้ด้วย หรือว่าเอาไปกับเราเลยก็ได้ นี่ก็เลือกที่จะเอาไปด้วยกันเลย

S__33619992

มันก็คือรถบัส ที่มีรูปมิกกี้เมาส์นั่นเอง 5555

S__33619993

ระหว่างนั่งรถ เค้าก็จะเปิด VDO บิ๊วเราให้ตื่นเต้น นั่งรถไปไกลเหมือนกัน พอถึงโซนของ Disney แล้ว คนขับก็ยิ่งบิ๊วเก่ง

S__33619994

Disney Magical Express ไปจอดถึงหน้าโรงแรมเลย ไปถึงเช็คอิน จะได้ Disney Magic Band มา ได้สีแบบสุภาพสุด มันจะมีขายด้วยเป็นลายต่างๆ แต่ก็คิดว่าใช้อันนี้ไปแหละ ข้างหลังมีเป็นชื่อของตัวเองด้วย

S__33619995

จองโรงแรมชื่อ Contemporary Resort เป็นโรงแรมที่เก่าที่สุดในดิสนีย์ อย่าถามหาถึงความเป็นธีมดิสนีย์ เพราะโรงแรมเหล่านั้นแพงเหลือเกิน เราได้ห้องที่อยู่ริมๆเกือบจะสุด อีกอย่างที่จองโรงแรมนี้ เพราะแฟนเราต้องเรียนที่นี่ด้วยก็เลยคิดว่าง่าย ตื่นมาแล้วก็สามารถเรียนได้เลย

อีกที่นึงที่เปิดพร้อมกับ  Contemporary Resort เก่าเท่ากันคือ Polynesian Resort

การพักโรงแรมในดิสนีย์ ค่อนข้างแพงกว่าการพักข้างนอกแล้วนั่งรถเข้ามา แต่ด้วยความที่ไม่อยากเหนื่อย ยุ่งยาก แถมได้ส่วนลดโรงแรม เพราะเรียนที่นี่ ก็เลยพักที่นี่ไปเลยแล้วกัน คือมันมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน ถ้าพักข้างนอก มันก็อาจจะเที่ยวละแวกนั้นอีกได้ เช่น Universal , Legoland หรือ Seaworld

โรงแรมใน Walt Disney World (2019) จะแบ่งเป็น

  1. 18 Theme Resort Hotel
  2. 10 Vacation Club Resort
  3. 9 Non-Disney Hotel
  4. จะมีที่เป็น Camping Resort
  5. Non-Disney Resort ซึ่งจะถูกกว่า
  6. พักข้างนอก

อากาศตอนที่ไปถึงค่อนข้างร้อน อย่างกับอยู่หัวหิน ฟ้าใสม๊ากกกกกก

S__33619996

ถึงห้องประมาณบ่าย 3 ตอนนั้นง่วงมาก กะว่าจะนอนพักแป๊บนึง แล้วค่อยออกไปหาของกิน

S__33619997

ห้องกว้าง และสะอาดดี แม้จะเป็นโรงแรมเก่า แต่ไม่รู้สึกถึงความเก่าเลย หรือโซนนี้อาจจะสร้างใหม่รึเปล่า ไม่รู้ เตียงก็ใหญ่กลิ้งได้

DSC02804

DSC02805

วางของถ่ายรูปเสร็จประมาณ เกือบ 4 โมงเย็น หลับสนิท ตื่นมาอีกที เพราะได้ยินเสียงพลุ เลยลุกขึ้นมาอาบน้ำ หลังจากไม่ได้อาบน้ำมาเกิน 24 ชั่วโมง แล้วก็หิว คือตอนนั้น ประมาณ 3 ทุ่ม จริงๆก็สั่งข้าวมากินในห้องได้ แต่ไม่รู้กดยังไงงงๆ สรุปไม่ได้ เลยไปกดช็อคโกแลต Sneaker ประทังความหิวในค่ำคืนนั้น หลังจากนั้นตาก็สว่างว๊าบยันเช้า

S__33619999

ถึงจะไม่ได้นอน ทั้งคืน แต่ก็ตื่นเต้นมากเวอรื ที่จะได้ไปเที่ยวในเช้าวันถัดไป แล้วที่สำคัญเลย คืออากาศดีมาก ในช่วงที่ตอนนั้นสถานการณ์ฝุ่นในกรุงเทพพีคถึงขีดสุด ช่วงที่ไปคือยังไอเพราะฝุ่น ไม่หยุด

สังเกตจากรูปที่แคปมา ตี 4 แล้ว ยังไม่นอน ก็ไม่ต้องนอนเลยแล้วกัน

S__33620000

 

** ข้อมูลทั้งหมดที่เป็นของดิสนีย์ ผู้เขียนรวบรวมและไปมา อาจเปลี่ยนแปลงไปตามปี หรืออื่นๆ คนสนใจไปลองหาข้อมูลเพิ่มเติมค่ะ