งาน Sale จำเป็นไหมที่ต้องมีรถ

ได้มีโอกาสคุยกับเพื่อนที่เป็นระดับ Sales Manager เรื่องการหาพนักงานเซลสมัยนี้ ที่ยากเย็นเหลือเกิน (จริงๆก็หลายตำแหน่งแหละที่หายากเย็นเหลือเกิน คนทำงานรีครูท จะรู้ดี)

อัตราการลาออกก็สูง อยู่กันได้เดือนกว่าๆสองเดือนก็ลาออก เพราะต้องรับกับเงินเดือนที่น้อย และความคาดหวังที่สูง

เพื่อนบ่นให้ฟังทุกวัน ว่ายังหาคนไม่ได้ ไม่มีใครมาสมัครเลย แถมลาออกกันบ่อยอีก HR ก็หาคนช้า ต้องมาหาคนเองบ้างล่ะ จะสมัครเว็บหาคน ลงขันกันจ่ายเงินให้เว็บเหล่านี้ เพื่อที่จะได้คนบ้างล่ะ ทั้งที่ HR เค้าก็ใช้เว็บเหล่านี้ในการหาคนอยู่แล้ว แต่หาไม่ได้ตรงใจสักที

เลยถามไปเรื่อยๆว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงหาคนไม่ได้สักที ทั้งที่เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง และตำแหน่งก็ไม่ใช่ Specialist  ที่หายากอะไร น่าจะมีคนสนใจสมัครงานเยอะ

ผลปรากฎว่าปัญหาเกิดจากการที่หาพนักงานที่ต้องมาทำยอดได้เยอะๆ แต่ให้เงินเดือนน้อยๆ และผู้สมัครต้องมีรถ

เหตุผลคือเพราะบริษัทไม่มีกำไร จึงต้องจ้างพนักงานถูกๆ แล้วเงินเดือนระดับถูกๆไม่สามารถที่จ้างพนักงานที่จบระดับปริญญาได้ เลยต้องลดคุณสมบัติ Candidate ลง ให้เหลือจบประมาณ ม.6, ปวส,  ปวช

แล้วคิดดู ว่าคนเงินเดือนน้อยๆ ถ้าไม่ได้ร่ำรวยมาจากทางบ้าน หรือไม่ได้มีรถของพ่อแม่ หรือมีรถมาก่อน จะมีรถไหม

ซึ่งพอตำแหน่งเป็นเซล ด้วยความที่นโยบายบริษัท ความคิดแบบคนรุ่นเก่า ที่เป็นเซลจะต้องเป็นคนมีรถเท่านั้น ถึงจะสมัครงานได้ ยิ่งทำให้ลดจำนวนผู้สมัครงานลงไปเรื่อยๆ

ยิ่งโดยเฉพาะเด็กจบใหม่ๆ หรือทำงานมาไม่กี่ปี ไม่มีตังเก็บ ถึงถ้าใจจะรักอยากเป็นเซลมากแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีเงินซื้อรถ หรือไม่ได้มีรถอยู่แล้ว ก็ไม่สามารถสมัครงานได้ หรือบริษัท ไม่พิจารณาในการรับเข้าทำงาน

เพื่อนเล่าให้ฟังว่า ที่มีปัญหาหนักสุด คือเซลในกรุงเทพ ที่หาพนักงานไม่ได้เลย และ HR ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงกฎในข้อนี้

ซึ่งเราเองพอจะเข้าใจ หากเป็นเซลที่ต้องวิ่งงานต่างจังหวัด พื้นที่ในต่างจังหวัด กับพื้นที่ในกรุงเทพก็ไม่เหมือนกัน พื้นที่ต่างจังหวัด อาจจะต้องใช้รถเพื่อความสะดวกสบายในเรื่องการเดินทางจากที่หนึ่งไปที่หนึ่ง ซึ่งไกล และไม่ได้มีระบบขนส่งสะดวกสบายเหมือนในกรุงเทพ

แต่ระบบขนส่งในกรุงเทพ ที่คิดว่าค่อนข้างสะดวก หากเป็นงานเซลที่ไม่ต้องใช้การสาธิต หรือขนอุปกรณ์ไปขาย โดยส่วนตัวคิดว่าการไม่มีรถไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน

ตัวเองเคยทำงานเซลในกรุงเทพโดยต้องเดินทางไปหาลูกค้าบ่อยๆ และไม่ได้มีรถ แต่ใช้การเดินทางด้วยรถสาธารณะไปหาลูกค้าแทน ซึ่งก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานแต่อย่างใด บางครั้งยังรู้สึกประหยัดเวลา และเอาเวลาไปทำอย่างอื่นได้มากกว่าการมีรถ แล้วติดอยู่บนท้องถนนด้วยซ้ำ (ที่ว่าไม่ได้เป็นอุปสรรค เพราะยังทำยอดขายได้มากกว่าเสียอีก)

ตอนทำงานสายเซลที่ต้องออกข้างนอกบ่อยๆ ก็เคยคิดว่ารถเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับอาชีพนี้ จะต้องมี แต่ด้วยความที่เงินเดือนสมัยนั้นก็ไม่ได้เยอะ แค่มีกินมีใช้ ถ้าจะต้องผ่อนรถหรือมีรถใช้อีกก็คงจะไม่พอ

เลยมองกลับไปที่กรณีเพื่อนหาพนักงานที่หาไม่ได้สักที ว่าถ้า HR หรือบริษัท ยังไม่ปรับคุณสมบัติในจุดนี้ ปัญหาการหาพนักงานไม่ได้ก็ยังคงเกิดขึ้น ที่สำคัญเลยของการหาพนักงานไม่ได้ทั้งที่จำเป็นต้องใช้แล้ว นั่นก็คือการส่งกระทบต่อธุรกิจ

คิดว่าในแต่ละตำแหน่ง หรือตำแหน่งอื่นๆก็ด้วย HR หรือผู้บริหารในบริษัทเอง จะต้องมีการปรับแผนกลยุทธ์ในการหาพนักงานอยู่เรื่อยๆ ไม่ใช่ทำมาเป็น 10 ปี ยังไง ก็ต้องทำตาม 10 ปีอยู่อย่างนั้น แล้วพนักงานไม่กล้าออกความเห็นเพราะคำของ HR  หรือผู้บริหารคือสิทธิ์ขาด

โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าเรื่องของกฏระเบียบในการหาพนักงาน สามารถยืดหยุ่นกันได้ หรือสามารถลองได้ว่าใช้แผนนี้ แล้วจะเวิร์คไหม

ในเรื่องของงานเซลที่จะต้องมีรถหรือไม่มีรถนั้น ต้องพิจารณาว่า มีแล้ว ทำให้คุณภาพและปริมาณงานดีขึ้นไหม มีแล้วช่วยผ่อนเรื่องเวลา หรือความสะดวกให้กับพนักงานมากขึ้นไหม และที่สำคัญเลย ถ้ามี หรือไม่มี แล้วจะหาพนักงานได้ไหม หามาแล้ว อยู่ได้นานไหมด้วย

ที่แนะนำอย่างนี้ เพราะ ประชากรพนักงานที่จะสมัครงานที่น้อยอยู่แล้ว จะยิ่งน้อยลงไปอีก ถ้าบริษัทกำหนดกฎเกณฑ์การสมัครมากมาย โดยไม่ได้ดูสภาพการแข่งขันแย่งชิงทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพในตลาด

ฝากไว้ถึง  HR และผู้บริหารนะคะ ในเรื่อง Qualification  ของพนักงานที่จะต้องไปในทิศทางเดียวกันกับสังคมที่เป็นอยู่ เปิดใจฟังทีมงานของท่านว่าหาคนแบบไหนถึงจะเวิร์ค อย่ายึดติดจนกลายเป็นว่าเค้ากลัวที่จะบอกว่าจะหาคนยังไงให้ได้คนมากขึ้น เหมาะสมมากขึ้น เราเชื่อว่าสมัยนี้มันต้องลอง ถ้าวิธีเดิมๆไม่ได้ผล

บางทีอาจจะพบเซลเก่งๆ ที่ทำงานแอคทีฟ ด้วยใจรัก แต่ไม่มีรถก็ได้….

Linkedin : เว็บหาคู่ของคนทำงาน ?

หลายปีที่ผ่านมา ได้มีโอกาสใช้ Linkedin ในการหาผู้สมัครงานในตำแหน่งต่างๆ

โดย Account ส่วนตัว มีคนเป็น Connection อยู่เกิน 6,000 คน (แบบที่คัดไม่รับ Connection ทุกคนแล้ว)

จะไปขอเป็นเพื่อนใครอยู่ก็ไม่ได้แล้ว แต่คนอื่นสามารถแอดเข้ามาได้ มีรับทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ

อย่างที่รู้กันว่า Linkedin เอาไว้สร้าง Profile ตัวเอง และยังเอาไว้หาคนทำงาน และเอาไว้หางานอีกด้วย

แต่บล็อควันนี้จะขอข้ามเรื่องงานไปก่อน จะมาพูดถึงเรื่องตามหัวข้อเลย Linkedin : เว็บหาคู่ของคนทำงาน ?

มีเว็บต่างประเทศหลายเว็บที่ลงบทความเกี่ยวกับการหาคู่ยังไงใน Linkedin อ่านดูแล้วก็ประหลาดใจนิดๆ

ก่อนหน้านี้โดยส่วนตัว มีความรู้สึกว่า Linkedin เป็นอะไรที่ซีเรียส วิชาการ จริงจัง ถ้าจะเอามาหาคู่ ก็ดูผิดวัตถุประสงค์การใช้งานรึเปล่า

แต่ในความเป็นจริงแล้ว พบว่ามีคนใช้ Linkedin เผื่อเจอคนที่ใช่อยู่เยอะพอสมควรเลย ทั้งคนไทย และคนต่างประเทศ

และคนที่หาคู่ใน Linkedin นี้ ก็ไม่ใช่คนที่ดูคุณสมบัติไม่ดี บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีเลยทีเดียว

การเริ่มต้นสเต็ปแรกของการตามหาเนื้อคู่ใน Linkedin ก็คงเริ่มจากการเริ่ม Add Connection

แล้วเริ่มทักไปแนะนำตัวในแมสเสจ ขอบคุณที่รับแอด และมุขที่เจอไม่ว่าจะเป็นคนไทย หรือโดยเฉพาะคนต่างประเทศนั่นคือ

การชื่นชมในตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็นชื่อน่ารักจัง ทำงานที่ไหน ต้องทำอะไรบ้าง ดูสนใจในงานของคุณมากเป็นพิเศษ

หรือมาอยู่เมืองไทย จะมาเที่ยวเมืองไทย แล้วไม่ค่อยมีเพื่อนเลย ถ้ามาจะขอให้ช่วยแนะนำอะไรต่างๆนานาให้นะ

หรือไม่มีเพื่อนที่ไทยเลยขอคุยเป็นเพื่อนหน่อยนะ แล้วถ้าตอบกลับไป หลังจากนั้นอาจมีการขอไลน์ หรือช่องทางการติดต่อส่วนตัว

ถ้าให้ไปแล้วล่ะก็ เค้าอาจจะคุยเรื่องส่วนตัวกับคุณซักพัก คุยเรื่องงานสรรพเพเหระ แล้วก็จะมีเทคนิคการถามถึงแฟนแบบแยบยล

ถ้ามีแฟนแล้ว ก็จะถามถึงเรื่องการแต่งงาน ถ้าแต่งงานแล้ว นั่นก็คือจบ หมดโอกาส เลิกคุยกันไป

แต่ถ้ายังโสดก็อาจมีโอกาสสานต่อความสัมพันธ์ต่อไปได้

ถึงแม้ว่า Linkedin จะแสดงโปรไฟล์หรูๆ ดูดีให้เราเห็น แต่สุดท้ายแล้ว เราเองก็ต้องดูให้ดีๆเหมือนกัน

เพราะความหลอกลวงก็มีอยู่บนโลกเราทุกที่นั่นแหละ

ส่วนใครจะโชคดีเจอเนื้อคู่ใน Social Media แห่งโลกการทำงานนี้ ก็ถือเป็นพรหมลิขิตของคุณแล้วล่ะ

HR Recruitment Case Study: รับสายเถอะ HR ขอร้อง

ไม่ได้เขียนเรื่อง เกี่ยวกับ HR มานาน พอดีมี Case Study อยู่เคสนึง ที่เพิ่งเกิดขึ้นกับตัวเองสดๆร้อนๆ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟังกันซักหน่อย

เรื่องมีอยู่ว่า ข้าพเจ้าซึ่งเป็น Recruiter อยู่นั้น ได้สัมภาษณ์ และ Offer ตำแหน่ง ตำแหน่งหนึ่งให้แคนดิเดทเมื่อประมาณต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

แคนดิเดทก็ตบปากรับคำจะมาทำงานด้วยเรียบร้อย แต่ยังไม่ได้แจ้งว่าเริ่มงานได้เมื่อไหร่

เวลาผ่านไป 3-4 วันก็ได้วันเริ่มงานมาเรียบร้อย อีก 1 เดือนเจอกันนะจ๊า

แต่พอผ่านไปอีกสัปดาห์ ก็โทรมาเลื่อนวันเริ่มงาน โดยบอกว่ายังติดโปรเจ็คของทางบริษัทเดิมต้องเคลียร์ให้เสร็จ ขอเวลาอีก 1 เดือน

ปรึกษากับทาง Manager ว่าสามารถรอได้ไหม ด้วยความที่แคนดิเดทคนนี้เป็นคนที่สัมภาษณ์แล้วดูเป็นคนที่มีความสามารถ เราจึงตัดสินใจที่จะรอ

แต่พอสอบถามถึงการมาเซ็นต์สัญญา แคนดิเดทอ้างว่ายังหาเวลาไม่ได้ทุกครั้ง โดยเราก็โทรไปสัปดาห์ละประมาณ 2 ครั้ง จะได้ไม่ดูเป็นการรบกวนมากเกินไป

เวลา 1 เดือนผ่านไป ทาง manager เริ่มตามหนักขึ้น อยากให้สรุปผลในต้นเดือนกันยายนเลย

เลยโทรไปอีกครั้ง ซึ่งก่อนหน้านี้โทรไม่ติดไปหลายครั้งแล้ว พอโทรติด 1 ครั้ง แคนดิเดทอ้างว่าจะต้องทำงานตั้งแต่ 8 โมงเช้ายัน 5 ทุ่มทุกวัน ซึ่งมันก็ดู Make sense ในสายงานบางสายงานที่งานหนักจริง แต่ Manager ของเราเค้าก็ไม่เชื่อ

แคนดิเดทบอกว่าเดี๋ยวจะขอหาเวลาก่อน แล้วจะแจ้งกลับมาอีกที ผ่านไปอีก 1 สัปดาห์ เลยโทรไปตามอีกครั้ง คราวนี้โทรไม่ติด

โทรตั้งแต่วันจันทร์ถึงศุกร์ ก็ยังโทรไม่ติด คือมีเสียงรอสาย แต่ไม่มีการรับสาย โทรทั้งเช้ากลางวันเย็น เปลี่ยนใช้เบอร์อื่นของออฟฟิซโทรก็ยังโทรไม่ติด ใช้เบอร์มือถือของบริษัทก็ยังโทรไม่ติด

คิดในใจว่านี่เราจิกแคนดิเดทมากไปรึเปล่า สองสัปดาห์ผ่านไปก็ยังไม่รับสาย อีเมลถามก็แล้ว ไร้เสียงตอบรับจากเลขหมายและอีเมลที่ท่านเรียก

เหลือบไปเห็นใบสมัครของแคนดิเดทมีเบอร์ภรรยา หากไม่ดูเป็นการรบกวน เลยขอโทรหาภรรยา อย่างน้อยภรรยาคงตาม

หรือสอบถามอะไรมาได้บ้าง สามีจะมา หรือไม่มาเริ่มงานก็บอกกันตรงๆ

ถ้าไม่มาจะได้หาคนใหม่ ไม่เสียเวลาทั้งสองฝ่าย มัวแต่โทรตามกันอยู่ สรุปว่าภรรยารับสายจ้า แล้วก็บอกว่าดี๋ยวจะบอกสามีให้

เริ่มอุ่นใจว่าอย่างน้อยก็ตามคนอื่นได้ ผ่านเสาร์อาทิตย์ไป วันจันทร์ เลยลองโทรตามหาเจ้าตัวอีกรอบ ยังคงไม่รับสายเหมือนเดิม

เลยโทรหาภรรยา ตอนเช้า ไม่รับสายเหมือนกัน คิดในใจ โอเคไม่เป็นไร ตอนเช้าอาจยุ่งๆ ติดงาน ติดประชุม

เลยรอหลังเลิกงาน โทรไปอีกรอบ มีเสียงรอสาย แต่ไม่รับสาย โอ้วแม่เจ้า เป็นทั้งสามีภรรยาเลยเหรอ

คิดในใจว่าเค้ารังเกียจเราถึงขนาดว่าไม่รับโทรศัพท์เราเลยรึเปล่า เลยให้น้องอีกคนเอาเบอร์ส่วนตัวโทรไป นางรับสายจ้า

เลยยื่นคำขาดให้ตัดสินใจ ตอนหลังแคนดิเดทคนนั้นเลยโทรกลับมา บอกว่าติดโปรเจ็ค โดยไม่รู้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่ คาดว่าจะเป็นปีหน้า

อ้าว แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่แรก หรือบอกช่วงนี้ก็ได้ อีเมลมาบอกก็ได้ถ้าไม่อยากคุย หรือปฏิเสธกับ HR

สรุปรวมระยะเวลาช่วงสัมภาษณ์ด้วยแล้ว เกือบ 2 เดือน ลาก่อน จับโยนเข้า Blacklist เลยค่ะ

HR ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดหรอกนะคะ มีอะไรให้บอกกันตรงๆ ให้คุยกันตรงๆไปเลย มีเพื่อนเราหลายคนที่เคยปรึกษาว่า

HR โทรมาฟังคำตอบว่าจะไปร่วมงานได้มั้ย แต่ไม่อยากไป และไม่อยากปฏิเสธ เลยไม่อยากรับสาย HR

อยากจะแนะนำว่า รับสายไปเถอะค่ะ HR ก็คนทำงาน เค้าต้องรอฟังคำตอบจากคุณ ถ้าคุณปฏิเสธ อย่างมากเค้าก็หาคนใหม่

อย่าไปกั๊ก และปิดโอกาสสำหรับคนอื่นด้วย นั่นมันนิสัยไม่ดีเลย และเป็นการเสียเวลาแถมเสียอารมณ์ทั้งสองฝ่าย

และคุณอาจจะกลายเป็นแคนดิเดทที่มีชื่ออยู่ใน Blacklist โดยไม่รู้ตัว