รักษากรดไหลย้อนง่ายๆด้วยตัวเอง

บล็อคนี้จะมาพูดถึงเรื่องการรักษากรดไหลย้อนด้วยตัวเอง

หลังจากที่ทรมานมากๆกับโรคกรดไหลย้อน โดยที่ไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะเป็นโรคนี้

ช่วงปีที่ผ่านมา เหนื่อยกับงานมากๆ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง กินอะไรก็ผิดๆ

อย่างเช่นการกินแต่น้ำเต้าหู้ที่มีฤทธิ์เย็น บวกกับกินถั่วมากเกินไป กินแต่เนื้อสัตว์ วันๆแทบไม่กินผักผลไม้เลย

จนนอกจากน้ำหนักจะขึ้นมาแล้ว ยังส่งผลเสียให้กับร่างกายของเราเองอีกด้วย

ทั้งๆที่รู้หมด ว่าอะไรมีประโยชน์กับร่างกาย แล้วเราก็จะอ้างกับตัวเองว่าไม่มีเวลา

ทำให้หากินอะไรง่ายๆใกล้ตัว จนทำให้เกิดโรคขึ้น ถึงจะรู้สึกตัว และปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ตามที่อยู่ในคลิปเลย คือตัวเองกินแต่น้ำเต้าหู้ จนร่างกายมีฤทธิ์เย็นเกินไป ทำให้หายใจไม่ออก

กินเนื้อสัตว์ย่อยยาก ทำให้ไม่ขับถ่าย จนเกิดอาการท้องบวม พอนานๆเข้าเป็นอาทิตย์เป็นเดือน

เลยมีอาการเกิดขึ้น เริ่มจากกายหายใจไม่ออก แน่นหน้าอก แน่นจนไม่สามารถที่จะนั่งหรือนอนได้

ยืนหรือเดินก็จะเกิดอาการเหนื่อยหอบ หลังๆมาเกิดอาการหัวใจเต้นรัว

ได้ไปหาหมอแผนจีน เค้าแนะนำให้ไปตรวจหัวใจ แต่ยังไม่ทันตรวจก็เจอสาเหตุที่อยากพิสูจน์เองก่อนว่าเป็นผลสืบเนื่องมาจากการกินของเราเองจริงหรือไม่

เริ่มจากขั้นตอนต่างๆดังนี้

  1. งดกินน้ำเต้าหู้ช่วงนั้น งดไปเลย ไม่แตะอีก
  2. หาน้ำหรืออะไรที่มีฤทธิ์ร้อนกิน เช่น น้ำขิง ถ้าหาต้มเองได้ก็ดี แต่เราขี้เกียจ เลยใช้ขิงผลแบบซอง ทำให้การหายใจคล่องขึ้น แต่ถ้าคนที่ร้อนในอยู่ ไม่ควรทาน
  3. หากล้วยน้ำว้าดิบ หั่นเป็น 2-3 แว่นเล็กๆ ราดน้ำผึ้ง กินวันละครั้งก่อนกินข้าว ช่วยสมานกระเพาะอาหารเราให้ดีขึ้น
  4. กินโปรไบโอติก (Pro-Biotic) เป็นพวกน้ำหมัก ชีวภาพ (เลือกซื้อร้านที่เชื่อใจได้และมีมาตรฐาน) จิบหลังกินข้าวประมาณ 2-3 อึก หรือโปรไบโอติกแบบซอง มีขายเยอะแยะ กินกับน้ำเปล่าเยอะๆ ลองเสิร์ชหาดูที่ไว้ใจได้ หรือพวกกิมจิ ที่ช่วยในการย่อยอาหาร (ไม่แนะนำของหมักดองที่เค็มเกิน เพราะจะมีโซเดียมอยู่เยอะ)
  5. กินยาขับถ่ายพวกสมุนไพร มะขามป้อม จนกว่าการขับถ่ายจะเป็นปกติ ท้องไม่ผูก กดท้องแล้วท้องไม่แข็ง
  6. กินอาหารย่อยง่าย กินผัก ผลไม้ให้มากขึ้น ลดเนื้อสัตว์ย่อยยาก ของมัน ของทอด (ช่วงที่เป็นคืองดเลย)

จริงๆเค้าบอกว่าการรักษากรดไหลย้อนจะใช้เวลาประมาณ 2 – 3 เดือน ถ้าไม่ปรับพฤติกรรมตัวเอง บางคนเป้นตลอด บางคนเป็นเป็นปีๆเลยก็มี

และสาเหตุของกรดไหลย้อนอาจจะเกิดจากสาเหตุการกินผิดๆสาเหตุอื่นด้วย แต่พอดีของเราเป็นที่น้ำเต้าหู้ และเนื้อสัตว์ย่อยยาก หาสาเหตุเจอ เลยหายภายในประมาณ 2 สัปดาห์

เคยเป็นมาก่อน แล้วมันทรมานมาก จนรู้สึกเหมือนจะขาดใจตาย เลยหวังว่าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กับคนที่ได้อ่าน ไม่มากก็น้อย

เราเองก็ยังไม่ได้ดูแลเรื่องกิน และสุขภาพตัวเองดีทั้งหมด แต่โรคที่เป็นแล้วหายแล้ว ก็อยากให้คนที่เป็นคนอื่นได้หายเหมือนกัน เป็นกำลังใจให้คนที่เป็นค่ะ

ใส่คอนแทคเลนส์นานๆ เสี่ยงตาแดงเรื้อรัง

บล็อคนี้ จะมาแชร์ประสบการณ์ การเป้นโรคตาแดงเรื้อรังนานหลายเดือน อันเป็นเหตุมาจากใส่คอนแทกเลนส์นานเกินในแต่ละวันค่ะ

เริ่มแรกเลย อาการเราน่าสงสัยตั้งแต่วันที่ไปว่ายน้ำที่สาธารณะมา วันดีคืนดี ก็ไม่เคยคิดจะว่ายน้ำหรอกนะ พอว่ายเท่านั้นแหละ ก็ไม่ได้ใส่แว่นตากันน้ำ ขึ้นจากน้ำมารู้สึกแสบๆตา คิดว่าเป็นเพราะคลอรีนแรงแน่ๆ ก็ไม่ได้คิดอะไร เช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมา คันตามากเลย ก็เลยใส่แว่นตาไปทำงาน พอวันรุ่งขึ้นก็ดีขึ้น

หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณ 4-5 วัน วันนั้น ทำงาน กลับบ้านดึก ก็ใส่คอนแทกเลนส์ตั้งแต่เช้า ประมาณ 7 โมง กว่าจะถอดคอนแทกเลนส์อีกที เที่ยงคืน คืนนั้นก็มีอาการตาแห้งมากๆ แต่ก็คิดว่าเป็นแบบทุกครั้ง ที่นอนแล้วก็หาย

เช้าวันรุ่งขึ้น ตื่นมาเข้าห้องน้ำ รู้สึกแสบตา จนน้ำตาไหลออกมาเอง ก็ยังใส่คอนแทกเลนส์ ไปทำงานตามปกติ นั่งทำงานอยู่ ก็แสบตา ไม่ไหวแล้ว ยิ่งจ้องแสงจ้าๆที่อยู่กับคอม น้ำตายิ่งจะไหล ตาขาวกลายเป็นสีแดง เจ็บลูกตาจี๊ดๆ  แต่ก็ทนไปถึงตอนเย็น ไปหาหมอ หมอส่องดูตาให้ แล้วใช้น้ำยาย้อมผิวกระจกตาดูอีกที หมอบอกว่ากระจกตาอักเสบ ให้ยาหยอดตาแก้แบคทีเรียในตามา  ให้หยอดทุก 2 ชั่วโมง พอหยอดยาแล้ว ให้หยอดน้ำตาเทียมหลังจากหยอดยาประมาณ 15 นาที แต่หมอบอกไม่ให้ล้างหน้านะ ให้เช็ดๆเอา เดี๋ยวหมอ ไม่ล้างหน้า อาจได้โรคใหม่เพิ่มเป็นโรคผิวหนังนะ

3 วันผ่านไป อาการยังไม่ดีขึ้น ยังคงเจ็บตา ทำงานไม่ได้ จ้องคอมแล้วน้ำตาจิไหลตลอดเวลา เลยไปซื้อปลาสเตอร์ปิดตามาปิดตาข้างนึง แต่นั่งทำงานด้วยตาข้างเดียว กลายเป็นปวดตาอีกข้าง ปวดหัว เมื่อยไปอีก (ตอนหลังมารู้ว่าเป็นตาแดงไม่ควรปิดตา เพราะจะยิ่งทำให้อับ) เลยไปหาหมออีกที หมอย้อมผิวกระจกตาดูอีกครั้ง ปรากฎว่าไม่ใช่เชื้อแบคทีเรียเพราะหยอดยาตัวเดิมแล้วไม่หาย หมอเลยเปลี่ยนยาหยอดให้ เป็นยาฆ่าเชื้อไวรัส เพราะเกิดจากเชื้อไวรัส เป็นโรคตาแดงแบบที่เราเป็นตอนเด็กๆ นั่นแหละ ตามที่คิดคือน่าจะเป็นตั้งแต่สัปดาห์ที่ไปว่ายน้ำ แล้วดันมาใส่คอนแทกเลนส์ นานๆเกินอีก (เพื่อนเป็นอาการเดียวกัน ไม่ได้ว่ายน้ำ แต่ใส่คอนแทกเลนส์นานเกิน รักษาเป็นปี) เปลี่ยนมาหยอดเช้าเย็น แต่หยอดน้ำตาเทียมได้ทั้งวัน หลังจากวันนั้นอาการก็ดีขึ้น ตาแดงค่อยๆลดลง แต่อาการตาแห้งเจ็บตายังคงอยู่ ต้องไปพบหมอ ย้อมผิวกระจกตาทุกสัปดาห์ เป็นเวลา 3 เดือน

อาการช่วงหลังๆ ความเจ็บกับความแดงลดลงแล้ว แต่อาการตาแห้งยังคงมีอยู่มาก ลดปริมาณยาเหลือวันหลังครั้ง หมอเปลี่ยนน้ำตาเทียมให้ เป็นแบบเข้มข้น หลอดนึงมีน้ำตาเทียมอยู่น้อยนึง กับเพิ่มยาป้ายตา (เป็นหลอดเจลใสๆ หยดใส่ตาตอนก่อนนอน)

หลังจากรักษาอยู่ 3 – 4 เดือน ก็ไม่มีเชื้ออยู่ในตา แต่อาการตาแห้งยังอยู่ ต่อไปอีก 2-3 เดือน ต้องหยอดน้ำตาเทียมเรื่อยๆ อย่าปล่อยให้ตาแห้ง สรุปค่าใช้จ่ายในการรักษาไป น่าจะเกิน 15,000

จะมาสรุปเรื่องการดูแลตัวเองเรื่องตาแดง

  1. ไม่ใส่คอนแทกเลนส์นานเกินไป
  2. ใส่คอนแทกเลนส์แล้วหยอดน้ำตาเทียมอยู่เสมอๆ
  3. มีน้ำตาเทียมแบบรายวัน ที่บิดจุก ใช้วันเดียวแล้วทิ้งเลย ถ้ารู้ตัวว่าเป็นคนรักษาความสะอาดไม่ดีพอ
  4. ก่อนใส่และถอดคอนแทกเลนส์ มือต้องสะอาด
  5. คอนแทกเลนส์รายเดือนต้องรักษาความสะอาดกว่าคอนแทกเลนส์รายวันมากๆ (ปกติแล้วเป็นคนใส่รายวันยังเป็น)
  6. ไม่ใส่คอนแทกเลนส์นอน
  7. ไม่เอามือขยี้ตา เพราะไม่รู้เราไปจับเชื้อโรคอะไรมาบ้าง
  8. หากจะว่ายน้ำ ให้สวมแว่นตาว่ายน้ำด้วยทุกครั้ง
  9. ไม่เอาอะไรมาปิดตา หากเป็นตาแดง
  10. ช่วงเป็นตาแดง ไม่ควรพบใครเยอะ แบบสัมผัสใกล้ชิด เพราะเป็นโรคติดต่อ

หวังว่าบล็อคนี้ จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่จะดูแลตัวเอง และรักษานะคะ กว่าจะใส่คอนแทกเลนส์ใหม่ได้ เป็นสาวแว่นอยู่หลายเดือนกันเลยทีเดียว

เคล็บไม่ลับ อยากบอกต่อ ตอน หน้าเรียวได้ ด้วยมือเรา

หน้าเรียวดั่งใจ

ช่วงนี้มีแต่คนทักว่า ทำไมหน้าเรี๊ยวเรียว คางเรี้ยวเรียวกว่าแต่ก่อนเยอะเลย (ปกติเป็นคนหน้าบานมาก โดยเฉพาะเวลาถ่ายรูป แอบกลุ้มใจอยู่ไม่ใช่น้อย)

เลยมีเคล็ดไม่ลับ อยากจะมาเปิดเผยและบอกต่อคุณสาวๆ หรือแม้แต่คุณหนุ่มๆ ที่อยากหน้าเรียว โดยไม่ต้องพึ่งมือหมอเลยสักนิด

ต้องขอเกริ่นก่อนว่า ได้รู้วิธีทำหน้าเรียวมาจากคุณแม่ของเราเอง เพราะแม่ชอบศึกษาเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพด้วยวิธีธรรมชาติบำบัด

ค้นหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ต ทั้งอ่าน ทั้งดูจาก Youtube ด้วย หลายๆ  ทาง ป่วยก็สามารถรักษาเองได้โดยไม่ต้องไปหาหมอ

เมื่อเข้าใจในร่างกายแล้ว  ก็เลยอยากศึกษาเกี่ยวกับความสวยความงามบ้าง และคงหนีไม่พ้นเรื่องใบหน้า

มีอยู่ช่วงหนึ่งแม่เห็นว่าเราเริ่มจะมีแก้มหย่อนคล้อยและหน้าบาน เวลาถ่ายรูปแก้มจะย้อยเหมือนคนแก่ ทั้งที่อายุเพิ่งจะเฉี

ยดเลขสาม

 

จนรู้สึกว่าไม่ได้การละ ฉันต้องทำ ทำอะไรสักอย่างแล้ว เหมือนสมัยนี้เค้าฮิตหน้าเรียวๆ เหมือนดาราเกาหลี ทุกคนหน้าแหลมกันหมด

ที่เคยเห็นๆ มานั้น ส่วนใหญ่อยากทำหน้าเรียวมีแต่ต้องทำศัลยกรรม ตัดกราม ผ่าตัดโน่นนั่นนี่ ฉีดโบท๊อกซ์ ร้อยไหม

แต่ละอย่างล้วนแล้วแต่ เจ็บตัว เสียตังและเป็นวิธีที่ผิดธรรมชาติทั้งสิ้น

ถ้าต้องทำอะไรพวกนี้ คงไม่ทำแน่ๆ หน้าบานก็บานไปเถอะ แอบกลัวว่าไปทำมาแล้วถ้าเกิดผิดพลาด หน้าจะเพี้ยนไป หรืออนาคตไม่ฉีดแล้วหน้าจะดูไม่ได้

แม่ก็เลยศึกษาพวกเรื่องการนวดหน้ามาจากหลายๆ ที่ แล้วมาดัดแปลงและคิดเองด้วย จนรู้สึกว่าได้ผลกับใบหน้าของตัวเอง

และได้ลองกับตัวเองอยู่หลายวันจนรู้วิธี (ตอนนี้ หน้าบานน้อยลงแล้ว จากที่เคยหน้าสี่เหลี่ยม กลายเป็นหน้ารูปไข่..ใช้เวลาหลายเดือน).. ได้ทำให้เราด้วย ทำให้ญาติๆ และเพื่อนสนิทอยู่หลายคน

ผลคือทำแล้วหน้าเรียวได้จริงๆ วิธีนี้เป็นวิธีที่ง่ายมากๆ ใครๆ ก็สามารถทำได้ แต่ต้องอาศัยความขยันอย่างเดียว

เอารูปที่ทำหน้าครั้งแรกมาให้ดูก่อนค่ะ

000-26461.1

แก้มลดลงตั้งแต่ครั้งแรก 
แต่ยังไม่มาก
ต้องขอบอกก่อนว่า อย่าใจร้อน ค่อยๆ ทำไปทุกๆ วัน หน้าเราจะเรียวขึ้นๆ ถ้าลืมหรือไม่มีเวลาก็ไม่เป็นไร ทำตอนไหนก็ได้ พอทำได้สักพัก หน้าก็จะเริ่มอยู่ตัวค่ะ และถ้าวันไหนที่เราหน้าหย่อนคล้อย ก็ทำได้อีกตามต้องการ ไม่เป็นอันตราย

เวลาทำก็อย่าทำแรงจนเกินไป เพราะบางคนบอกไปแล้วใจร้อน อยากให้หน้าเรียวเร็วๆ เลยทำซะแรง จนขึ้นเป็นเขียวจ้ำก็มี

ขอย้ำว่า ไม่ต้องแรงมากนะคะ

วิธีทำหน้าเรียวได้ด้วยสองมือเรา..ไม่ต้องซื้อเครื่องทำหน้าเรียว ราคาเป็นหมื่น.. ไม่ต้องซื้อครีมหน้าเด้งที่ราคาแพงใดๆ ทั้งสิ้น

สิ่งพวกนี้อาจมีผลข้างเคียงในภายหลังอีกด้วย

สิ่งที่ใช้ ก็ไม่ได้แพงมากจนเกินไป มีใช้อยู่แค่อย่างเดียว คือ น้ำมันมะรุม (ขวดละประมาณ 300 กว่าบาท แต่ใช้ได้น้านนาน) ใช้เพื่อเวลานวด จะได้ไม่ฝืด

มาเริ่มกันเลยดีกว่าว่าทำยังไง >>

วิธีทำ

1. จะทำหน้าข้างไหนก่อนก็ได้.. ถ้าจะทำหน้าด้านขวาก่อน ก็ให้เอามือซ้ายเอื้อมไปจับแก้มข้างขวา แล้วยกแก้มขึ้น พร้อมกับใช้สันมือหรือหลังมือขวา (แล้วแต่ถนัด) สับๆ 20 ครั้ง ใช้น้ำหนักในการสับพอควร ไม่แรงเกินไป ระวังช้ำ ..สับตั้งแต่คางไปถึงใต้ติ่งหู ..ถ้าใครมีเหนียงก็ให้สับขึ้น หลายๆ ครั้ง

2. ขั้นตอนต่อไป เอามือข้างเดิมดึงตั้งแต่มุมปากขวาเฉียงขึ้นไปที่ใบหูแล้วสับๆ แล้วขยับมือและสับขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงขมับ ไล่ขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึงกลางหน้าผาก

3. ทำหน้าด้านซ้าย ใช้มือซ้ายเหมือนเดิม น่าจะถนัดที่จะใช้มือขวาสับ (ทำเหมือนข้อ 1-2)

4. หยดน้ำมันมะรุมที่นิ้วนำไปแตะ 4 จุดบนใบหน้า..หน้าผาก แก้มซ้าย-ขวา และคาง ตามด้วยการใช้นิ้วทาน้ำมันให้ทั่วใบหน้า

5. กางนิ้วมือออก พร้อมกับอ้าปาก แล้วเอามือมาจับที่แก้ม เริ่มจากโหนกแก้ม โดยกดจากแก้มเข้ามาด้านใน จะรู้สึกว่า มีเสียงกึ๊กๆ เมื่อรู้จุดแล้วหุบปากลงได้ กดไล่ลงมาถึงคาง .. ค่อยๆ ทำไปทีละหน่อย ทุกๆ วันนะคะ อย่าทำจนช้ำ

6. เมื่อหน้าเริ่มแห้ง ให้ทาน้ำมันอีกครั้งที่กรามทั้งสองข้าง

7. ใช้มือซ้ายจับที่คางไว้ แล้วใช้นิ้วโป้งขวากดจากใต้ค้างรีดขึ้นไปที่หลังหู 20 ครั้ง พยายามกดที่สะดุดกึ๊กๆ ให้กระจายไม่จุกอยู่ที่เดียว

8. สลับมือ ทำอีกข้าง (เหมือนข้อ 7
)

9. ใช้สันมือทั้งสองข้างประกบที่คาง ,รีดจากคางขึ้นไป เป็นรูปตัว V ทำ 20 ครั้ง 
(วิธีที่ถนัดคือ เอาศอกตั้งบนโต๊ะ แล้วใช้สันมือรีดขึ้น..ถ้าไม่มีโต๊ะก็ไม่ซีเรียสนะคะ แต่มันจะเมื่อยหน่อย)

10. ทำหน้าเสร็จแล้ว ใช้ทิชชู่ เช็ดหน้าเอาคราบมันออก

11. การทำหน้า เมื่อเสร็จแล้วจะทำให้หน้าร้อน และทำให้รูขุมขนขยายและเปิด.. ให้นำน้ำแข็งออกจากตู้เย็น ผ่านน้ำทีนึง แล้วใช้ผ้าขนหนูจับน้ำแข็งนำมาถูให้ทั่วใบหน้าให้หมดก้อน เพื่อเป็นการกระชับรูขุมขน ทำให้ปิด หลังจากนั้นให้ซับหน้าให้แห้ง

ทั้งหมดนี้อ่านแล้วคงคิดว่า ใครจะไปจำได้ ทำไมขั้นตอนเยอะจัง.. จริงๆ แล้ว ไม่ได้ยุ่งยากอะไรเลย ถ้าอ่านเข้าใจ จะทำได้แน่ๆ ค่ะ ไม่ยากเลย

เมื่อรู้วิธีแล้ว เพื่อนๆ ก็ลองไปทำกันดูก่อนนะคะ ทำแล้วได้ผลก็ไปบอกคุณแม่ๆ ทั้งหลายได้…แก้มหย่อน หน้าบาน กรามใหญ่ จะไม่มาให้เห็นรำคาญใจได้อีกต่อไป จะมีใบหน้า V-Shape สวย หล่อกันทุกคน ..ได้ผลยังไงแล้ว อย่าลืมมาแชร์กันด้วยนะคะ ^__^

ปล. รูปที่ลง ผ่านแอพหน้าใส แต่ไม่ได้ผ่านแอพหน้าเรียวนะจ๊ะ คริคริ

(ในคลิปนี้อาจจะไม่ได้ทำตามขั้นตอนทั้งหมดที่เขียนนะคะ แต่ทำคร่าวๆประมาณนี้

@linching2

เคล็ดไม่ลับอยากบอกต่อ ตอน ไม่อยากคอเหี่ยวฟังทางนี้

ห่างหายไปนานกับการเขียนบล็อคสุขภาพ กลับมาเขียนอีกครั้ง คิดอยู่ว่าจะเริ่มเรื่องอะไรก่อนดี เอาเป็นเรื่องที่คนสนใจน้อยกว่าใบหน้าของเราแล้วกัน ความจริงแล้ว ทุกส่วนของร่างกายสำคัญหมด ถ้าแยกเป็นส่วนๆ แต่ละส่วนก็ทำหน้าที่แตกต่างกันออกไป ยิ่งคนที่ใส่ใจและรักในสุขภาพ ก็มักอยากที่จะให้ทุกส่วนของร่างกายดูดีไปหมด อย่างหัวข้อนี้เขียนไว้เกี่ยวกับเรื่องคอ ไม่ใช่ทำหน้าแต่งหน้าสวย แต่คอกลับดูเหี่ยวย่นก่อนวัยอันควรก็คงดูไม่ดีแน่

บางทีเราอาจลืมนึกไป…

การก้มหน้ามองมือถือบ่อยๆ ทุกวันๆ นานวันเข้า อาจจะทำให้มีเส้นดำเป็นแนวๆ ขึ้นที่คอเกิดริ้วรอยที่คอ ยิ่งสาวๆ ด้วยแล้วคงไม่อยากให้มีกันใช้ไหมคะ

วิธีที่แก้ไขง่ายๆคือ
1. เมื่อต้องการอ่านมือถือหรืออ่านหนังสือ ควรยกมือถือหรือหนังสือให้ขึ้นมาระดับสายตา
2. กายบริหารโดยการพยายามเงยหน้าขึ้นมองเพดานให้ได้มากที่สุด จะทำให้คอตึงขึ้น ท่านี้ทำบ่อยๆ ได้
3. บริหารทุกวัน วันละ 1-2 ครั้ง โดยเงยคอขึ้น อ้าปากให้กว้าง+หุบปาก+เป่าลมออกไปช้าๆ ให้หมด.. ทำ 5 ครั้ง แล้วจึงลดหน้าลงตามปกติ
4. ทาน้ำมันที่คอ เงยหน้าขึ้น แล้วใช้นิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองข้างรีดขึ้นไปที่คาง ท่านี้ทำทุกวัน จะช่วยให้คอไม่เหี่ยวก่อนวัยด้วยค่ะ

(ผู้เขียนอยากเน้นการใช้วัสดุที่เป็นธรรมชาติ..น้ำมันที่ใช้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งนะคะ..น้ำมันมะพร้าว น้ำมันงา น้ำมันตะไคร้ น้ำมันมะรุม… แล้วแต่ความชอบกลิ่นของผู้ใช้..แต่ผู้เขียนขอเลือกใช้เป็นน้ำมันมะรุมค่ะ)

เพื่อนๆ ก็ลองนำไปปฎิบัติกันดูนะคะ จะได้มีลำคอที่เนียนสวยอยู่เสมอ ^__^

@linching2

3 แฟชั่น ที่มักทำลายสุขภาพเราโดยไม่รู้ตัว

3 แฟชั่น ที่มักทำลายสุขภาพเราโดยไม่รู้ตัว

แฟชั่นกับสาวๆเป็นสิ่งที่คู่กัน แต่บางครั้งที่เรามักลืมใส่ใจกับเรื่องเล็กๆน้อยๆของแฟชั่นที่อาจทำลายสุขภาพเราในระยะยาวโดยไม่รู้ตัว
คราวนี้เรามาดูกันดีกว่า ว่าแฟชั่นอะไรบ้างที่ทำให้ร่างกายและสุขภาพโดยรวมของเราเกิดเจ็บป่วยขึ้นได้

1. แฟชั่นรองเท้าส้นสูง
poda29-l-610x610-shoes-high-heels-shoes-pumps-heels-high-heels-clothes-blogger-vintage-bohemian-hippie-black-shoes-platform-shoes-heelss-strap-black-suede-cute-shoes-black-grunge-flat-high-dress-fa
เรามักจะได้ยินกันอยู่เสมอ ว่าการใส่รองเท้าส้นสูงนานๆ อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ทำให้การจัดวางตำแหน่งของร่างกายไม่ถูกที่ เพราะตัวเราต้องเอนไปด้านหน้าตลอดเวลา กระดูกสันหลังก็จะไม่ตรง แต่ด้วยความที่สาวๆอยากมีความสวยสง่า สูงเด่น เลยทำให้อาจมีความจำเป็นจะต้องใส่รองเท้าส้นสูงเพื่อการทำงาน หรือออกงาน แต่การใส่ส้นสูงเป็นแรมเดือนแรมปี หรือหลายๆปีโดยไม่ได้พักขาเลยนั้น จะมีผลกระทบต่างๆตามมา เช่น ตะคริวที่เท้า มีอาการปวดหลัง น่องและสะโพก วิธีที่อยากจะแนะนำคือ ควรจะพักขาบ้าง เช่นบางวันใส่รองเท้าส้นแบนบ้าง ส้นสูงที่เป็นแบบตันๆบ้าง เพื่อให้ลดการกดต้านของเท้าเรามากจนเกินไป

2. แฟชั่นกระเป๋าสะพาย

The-Way-to-Hold-a-Bag6
ลำพังกระเป๋าเพียงอย่างเดียว คงไม่ได้ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายของเรามากนัก นอกจากกระเป๋าราคาแพง ที่ส่งผลต่อสุขภาพทางการเงินของเราเท่านั้น แต่สิ่งที่จะทำลายสุขภาพเรานั้น คือน้ำหนักของสิ่งที่อยู่ในกระเป๋าต่างหาก เคยลองสำรวจดูไหมว่าวันๆหนึ่งเราแบกรับน้ำหนักสิ่งของในกระเป๋าสะพายมากน้อยเพียงใด ทุกสิ่งทุกอย่างในกระเป๋าสะพายของเรา ดูเป็นสิ่งจำเป็นไปซะหมดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องสำอางค์ที่มีเป็น 10 ชนิด (นี่ขนาดน้อย) ไหนจะกระเป่าตังเราที่พกสารพัดบัตร บัตรส่วนลดต่างๆ  ร่ม ยาอม ยาดม ยาหม่อง ผ้าพันคอ ปากกา สมุดจด และอะไรจุ๊กจิ๊กอีกสารพัด หลายสิ่งที่ไม่อาจเอาเก็บไว้ที่บ้านได้ ต้องพกไปไหรมาไหนด้วยตลอดเวลา โดยการสะพายกระเป๋ากับบ่าใดข้างหนึ่ง ทำให้เกิดการกระจายน้ำหนักไม่สม่ำเสมอกัน ซึ่งทำให้เกิดความไม่สมดุลของกล้ามเนื้อ ความหนักหนาสาหัสของการแบกโลกทั้งใบของเรานั้น มักทำให้เกิดอาการเกี่ยวกับคอบ่าไหล่และมีอาการปวดกระดูกสันหลัง การแก้ปัญหาก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าหากปล่อยวางบ้าง หาเวลาซักวันเคลียร์กระเป๋าสะพายของตัวเอง ดูว่าสิ่งใดจำเป็นต้องใช้ในแต่ละวัน เป็นการฝึกวางแผนไปด้วยในตัว แล้วจะพบว่าบางทีเรามีสิ่งที่ไม่เคยหยิบออกมาใช้ หรือพวกใบเสร็จที่ป็นขยะให้ทิ้งมากมาย หรือบางวันจะหิ้วกระเป๋าใบเล็กๆดูก็ได้ ให้ร่างกายได้หยุดพัก เราจะรู้สึก สบายตัวมาก หรือบางครั้งเปลี่ยนจากการสะพายบ่า มาถือดูบ้างก็ได้ ถ้าเกิดอาการปวดบ่าไหล่ไปแล้ว ลองไปนวดไทยให้บ่าไหล่คลาย ก็จะลดอาการปวดลงได้

3. แฟชั่นผอม

Thin_girl_unclothed_seen_from_waist_up
ใช่ว่าผอม แล้วจะสุขภาพดี บางคนมีความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับการบริโภคอาหารเพื่อ “แฟชั่นผอม” เช่นการไม่กินแป้ง หรือไม่กินไขมันเลย ซึ่งการไม่รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ยิ่งจะส่งผลให้ระบบเผาผลาญ และระบบดูดซึมสารอาหารเสียหายได้ อยากผอมต้องรู้จักรับประทาน และออกกำลังกายควบคู่ โดยไม่ต้องพึ่งยาลดความอ้วน

Credit ภาพ : Pinterest